ข้ามไปเนื้อหาหลัก

พีระมิดทางการเงิน คืออะไร? วางรากฐานก่อนลงทุน

พีระมิดทางการเงิน คืออะไร? วางรากฐานก่อนลงทุน
หัวข้อเนื้อหา

“พี่มีเงินเก็บ 100,000 บาท เอาไปลงทุนอะไรดีน้อง?”

“ผมมีเงินเก็บ 50,000 บาทแล้วพี่ปั้น จะเอาเงินไปทำอะไรต่อดี”

พอได้ยินคำถามเหล่านี้ ผมดีใจกับคนที่ถามจริงๆ ครับ เพราะในยุคนี้การมีเงินเก็บมันยากกว่าเมื่อก่อน ด้วยช่องทางการซื้อของที่เข้าถึงง่ายขึ้น ของใช้ราคาแพงขึ้น และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย คนที่ถามคำถามนี้ได้แสดงว่ามีวินัยทางการเงินที่ดี

แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องลงทุน ผมอยากให้ลองนึกภาพนี้ครับ หากวันนึง AI เข้ามาแทนที่งานของคุณ หรือเกิดเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล คุณได้เตรียมแผนรับมือแล้วหรือยัง? ถ้ายัง ผมขอแนะนำ Financial Pyramid หรือพีระมิดทางการเงิน — แนวคิดที่ช่วยให้คุณตั้งรับกับทุกวิกฤติและเติบโตได้อย่างมั่นคง

พีระมิดทางการเงินคืออะไร?

พีระมิดทางการเงิน (Financial Pyramid) คือแนวคิดในการวางแผนการเงินส่วนบุคคล โดยจัดสัดส่วนของเงินจากขั้นพื้นฐานที่สุดไปสู่เป้าหมายสูงสุด เหมือนกับการต่อ Art toy ให้ตั้งโชว์ได้อย่างมั่นคง เราต้องทำฐานให้แข็งแรงก่อน แล้วค่อยๆ ต่อยอดไปเรื่อยๆ

พีระมิดทางการเงินมีองค์ประกอบหลัก 4 ชั้น คือ

  • ชั้นที่ 1 — ฐานพีระมิด: เงินสำรองฉุกเฉิน + ประกันสุขภาพ + ประกันโรคร้ายแรง
  • ชั้นที่ 2: เงินเก็บตามเป้าหมายระยะสั้น กลาง และยาว
  • ชั้นที่ 3: การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม หุ้น
  • ชั้นที่ 4: การส่งต่อมรดกให้ลูกหลาน

หลายคนรวมถึงผมเองก็เคยข้ามมาที่ชั้นการลงทุนก่อน เพราะมันเห็นผลเร็วกว่าการเก็บเงินสำรองหรือทำประกัน แต่เมื่อไหรก็ตามที่ฐานการเงินไม่แข็งแรง ทุกอย่างที่สร้างมาในหลายปีอาจพังภายในไม่กี่วัน เราเองก็คงไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ถ้าไม่อยาก มาดูฐานล่างสุดกันต่อครับ

ชั้นที่ 1: เงินสำรองฉุกเฉิน + ประกัน

ก่อนช่วง COVID-19 เรื่องเงินสำรองและประกันเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามมาก เพราะไม่เห็นผลตอบแทน ไม่ได้เงินแบบ Passive Income เหมือนกับกองทุน หุ้น แต่หลังจาก COVID-19 ทิศทางเปลี่ยนครับ คนที่ไม่มีรายได้แล้วยังอยู่รอดได้ในตอนนั้น มักจะมีเงินสำรองฉุกเฉินก้อนหนึ่งที่ช่วยประคับประคอง

ผลสำรวจจาก TTB Financial Health Check ที่สำรวจมนุษย์เงินเดือนไทยกว่า 96,000 คน พบว่า 70% มีเงินสำรองฉุกเฉินต่ำกว่า 6 เดือน และ 80% ยอมรับว่าถ้าตัวเองป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่ต้องใช้เงิน 2 ล้านบาท ครอบครัวจะมีปัญหาทางการเงินทันที (ที่มา: TTB Financial Health Check, ส.ค. 2566–ก.พ. 2568)

ยิ่งกว่านั้น ข้อมูลจาก สภาพัฒน์ (ก.พ. 2569) ระบุว่าค่ารักษาพยาบาลในไทยเพิ่มขึ้น 10.8% ในปี 2568 สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปถึง 15 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนการรักษาสุขภาพกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนคิดทุกปี

เงินสำรองฉุกเฉิน

สิ่งแรกที่ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงเมื่อมีเงินเก็บแต่ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน นั่นคือ เงินสำรองฉุกเฉิน เพราะเงินก้อนนี้จะช่วยให้คุณตั้งตัว และลดความกังวลเรื่องเงินเมื่อเจอปัญหาต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทันที ไม่ว่าจะเป็นถูกเลิกจ้าง ค่าใช้จ่ายในครอบครัว หรือเหตุจำเป็นอื่นๆ

หลักการของเงินสำรองฉุกเฉินคือการมีเงินสดเอาไว้ใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องไปขายสินทรัพย์อื่นๆ ไม่ต้องยืมใคร โดยทั่วไปแนะนำให้เก็บ 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่ถ้ารายได้ไม่สม่ำเสมอ เช่น Freelance ธุรกิจส่วนตัว หรืออยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาลง ผมแนะนำให้สำรองไว้ที่ 6–12 เดือน

เงินสำรองฉุกเฉินควรเน้นสภาพคล่องและเข้าถึงได้ตามเวลาที่ต้องใช้ เครื่องมือที่เลือกจึงควรพิจารณาความเสี่ยง ระยะเวลาถอนเงิน และความแน่นอนของเงินต้นให้เหมาะกับหน้าที่ของเงินก้อนนี้ ไม่ควรนำเงินฉุกเฉินไปผูกกับสินทรัพย์ที่อาจต้องขายขาดทุนในเวลาที่จำเป็น

ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันโรคร้ายแรง

พอพูดถึงประกัน หลายคนมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่รู้สึกว่าจับต้องไม่ได้ เปลือง เสียดายเงิน แต่อยากให้ลองมองมุมนี้ครับว่า รถที่เราซื้อมาพร้อมประกัน เราซื้อประกันรถแล้วคาดหวังว่าจะเคลมให้คุ้มไหม?

ประกันสุขภาพก็เช่นกัน เราซื้อมันไม่ใช่เพราะคาดว่าจะป่วย แต่เพราะถ้าเราป่วยขึ้นมาแล้วไม่มีประกัน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลักล้าน อาจทำให้สินทรัพย์ที่เรามีเหลือหลักร้อยได้ในแค่ไม่กี่วัน

แผนที่ใช้ปกป้องฐานพีระมิด ประกอบด้วย

  • ประกันสุขภาพ — ลดภาระค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล
  • ประกันโรคร้ายแรง — จ่ายเงินก้อนเมื่อวินิจฉัยพบโรคร้ายแรง ครอบคลุมค่าใช้จ่ายนอกโรงพยาบาลที่ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม
  • ค่าชดเชยรายวัน — จ่ายชดเชยเมื่อต้องนอนพักรักษาตัว
  • ประกันชีวิต — ปกป้องคนข้างหลังเมื่อเราจากไป

ถ้าไม่รู้ว่าจะวางแผนตรงนี้อย่างไร สามารถทักมาคุยได้เลยผ่าน LINE Official Account ของ CCPun

ชั้นที่ 2: เงินเก็บในระยะต่างๆ

ต่อมา เมื่อรากฐานพร้อมแล้ว ก็มาวางแผนการออมเงินกันต่อ การแบ่งเงินตามเป้าหมายที่มีระยะเวลาชัดเจนจะช่วยให้เราออมตรงตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้น แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

  1. เป้าหมายระยะสั้น (1–3 ปี) เช่น ดาวน์รถ ท่องเที่ยว ต่อเติมบ้าน — เก็บในที่ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น บัญชีออมทรัพย์ กองทุนตลาดเงิน
  2. เป้าหมายระยะกลาง (3–10 ปี) เช่น ดาวน์บ้าน ทุนการศึกษาลูก หรือทุนธุรกิจ — เลือกวิธีออมและลงทุนตามระยะเวลา ความจำเป็นในการใช้เงิน และระดับความเสี่ยงที่รับได้ ไม่ควรกำหนดสินทรัพย์จากระยะเวลาเพียงอย่างเดียว
  3. เป้าหมายระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) เช่น เกษียณหรือการส่งต่อทรัพย์สิน — อาจใช้การลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของแผน แต่ควรพิจารณาเป้าหมาย ระยะเวลา ความเสี่ยง สภาพคล่อง ภาษี และข้อจำกัดของแต่ละเครื่องมือร่วมกัน

ชั้นที่ 3: ลงทุน เมื่อรากฐานแข็งแกร่งแล้ว

สำหรับเป้าหมายระยะยาวอย่างการเกษียณ เป็นเป้าหมายที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เครื่องมือที่ช่วยให้เราใช้เงินเก็บน้อยลงแต่มีผลตอบแทนเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระคือ การลงทุน ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม หุ้น

สิ่งสำคัญก่อนลงทุนคือต้องรู้ระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ก่อน ลองถามตัวเองว่า ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ราคาลง 30% คุณรับได้ไหม? ถ้าต้องขายขาดทุนเพื่อรับมือกับค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน คุณจะรู้สึกอย่างไร? นี่แหละคือเหตุผลที่ฐานพีระมิดต้องแข็งแรงก่อน

เมื่อรู้ระดับความเสี่ยงที่รับได้แล้ว ก็สามารถเริ่มวางพอร์ตลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณได้ ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ทักมาคุยได้เลยผ่าน LINE Official Account ของ CCPun

ชั้นที่ 4: การส่งต่อมรดก (Legacy Planning)

หลังจากที่เราสร้างทั้งความมั่นคงและความมั่งคั่งแล้ว การส่งต่อมรดกเป็นอีกหนึ่งขั้นที่หลายคนมองข้ามไป สินทรัพย์บางอย่างที่เราเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ว่าจะถึงมือลูกหลานทันที เพราะบางกรณีต้องรอผู้จัดการมรดก หรือมีเรื่องของภาษีมรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่ผมอยากจะบอกว่ามีสินทรัพย์หนึ่งที่สามารถส่งต่อให้คนในครอบครัวได้เร็ว และหลายคนอาจไม่รู้มาก่อน นั่นก็คือ ประกันชีวิต

ประกันชีวิตเป็นสินทรัพย์ที่ส่งต่อมรดกให้กับคนในครอบครัวของเราได้แบบเต็มๆ ไม่โดนหักภาษีมรดก แถมยังช่วยให้คนข้างหลังของเรามีเงินสดไว ไม่ต้องรอกระบวนการทางศาล และถึงมือผู้รับประโยชน์ในไม่กี่สัปดาห์

จากพีระมิดสู่การลงมือทำ: 6 ขั้นตอน

ถ้ามองเห็นทั้ง 4 ชั้นแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มลงมือจากตรงไหน ให้ค่อย ๆ ไล่จากฐานของชีวิตตัวเองก่อน เป้าหมายไม่ใช่มีผลิตภัณฑ์ครบทุกประเภท แต่คือทำให้เงินแต่ละก้อนมีหน้าที่ชัด และไม่ถูกนับซ้ำหลายเป้าหมายพร้อมกัน

1. เห็นกระแสเงินสดก่อน — ดูรายได้ รายจ่าย หนี้ และเดือนที่เงินตึง เพื่อรู้ว่าฐานปัจจุบันรับภาระระยะยาวได้แค่ไหน

2. แยกเงินตามหน้าที่ — เงินฉุกเฉินมีไว้ซื้อเวลา เงินที่ใช้บริหารความเสี่ยงมีไว้ลดแรงกระแทก และเงินลงทุนมีไว้พาเงินไปหาเป้าหมายในอนาคต อย่านับเงินก้อนเดียวเป็นทั้งเงินฉุกเฉิน เงินดาวน์บ้าน และเงินเกษียณพร้อมกัน

3. ปิดความเสี่ยงที่ทำให้แผนหยุด — ถามว่าเหตุไหนอาจบังคับให้ขายสินทรัพย์ หยุดออม หรือสร้างหนี้ใหม่ แล้วค่อยตัดสินใจว่าส่วนไหนควรรับเองด้วยเงินสำรอง และส่วนไหนควรโอนความเสี่ยง

4. ตั้งเป้าหมายพร้อมเวลา — เปลี่ยนคำว่า “อยากมีเงินมากขึ้น” ให้เป็นเป้าหมายที่รู้ว่าใช้เมื่อไร เช่น บ้าน การศึกษาบุตร การเปลี่ยนอาชีพ หรือเกษียณ

5. เลือกเครื่องมือให้ตรงหน้าที่ — เมื่อรู้ฐาน ความเสี่ยง และเป้าหมายแล้ว ค่อยเลือกว่าจะใช้เงินสด การลงทุน หรือประกันอย่างไร ไม่เริ่มจากผลิตภัณฑ์แล้วค่อยหาเหตุผลมารองรับทีหลัง

6. ทบทวนเมื่อชีวิตเปลี่ยน — เปลี่ยนงาน แต่งงาน มีบุตร ซื้อบ้าน รายได้หรือสุขภาพเปลี่ยน ล้วนเป็นจังหวะให้กลับมาดูว่าฐานพีระมิดและเป้าหมายเดิมยังเหมาะอยู่หรือไม่

สรุป: พีระมิดทางการเงินและวางแผนการเงิน

พีระมิดทางการเงินทั้ง 4 ชั้นนี้เป็นไอเดียสำหรับใครก็ตามที่มีเงินเก็บแต่ไม่รู้ว่าจะจัดสรรอย่างไรให้ชีวิตมั่นคงมากขึ้น ไม่ว่าตอนนี้คุณจะมีเงินเท่าไหร่ก็สามารถทำมันได้ทันที

แต่ถ้าอ่านแล้วยังไม่รู้ว่าแผนที่มีตอนนี้เพียงพอหรือยัง ทักมาคุยได้เลยผ่าน LINE Official Account ของ CCPun

FAQ — คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพีระมิดทางการเงิน

พีระมิดทางการเงินคืออะไร? พีระมิดทางการเงิน คือแนวคิดวางแผนการเงินส่วนบุคคล จัดลำดับจากฐานจำเป็นที่สุด (เงินสำรองฉุกเฉิน + ประกัน) ไปสู่การออม การลงทุน และการส่งต่อมรดก เหมาะกับทุกคนไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่

ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ควรเริ่มชั้นไหนก่อน? เริ่มจากเงินสำรองฉุกเฉิน 1 เดือนก่อน ระหว่างนั้นมองหาประกันสุขภาพที่เบี้ยอยู่ในงบ เพราะถ้าเจ็บป่วยขึ้นมาก่อนมีประกัน ค่าใช้จ่ายอาจกลบเงินสำรองทั้งหมด พอเงินสำรองครบ 3–6 เดือนค่อยขยับไปชั้น 2 และ 3

เงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บเท่าไหร่? 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน สำหรับ Freelance หรือเจ้าของธุรกิจ ควรเพิ่มเป็น 6–12 เดือน เพื่อรองรับช่วงรายได้ขาดหาย

ประกันชีวิตอยู่ในชั้นไหนของพีระมิด? ประกันชีวิตมีบทบาทได้ทั้งด้านการบริหารความเสี่ยงของครอบครัวและการวางแผนส่งต่อเงินให้ผู้รับประโยชน์ แต่ผลทางกฎหมาย ภาษี และกระบวนการรับผลประโยชน์ขึ้นกับข้อเท็จจริง โครงสร้างกรมธรรม์ และกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้น จึงควรตรวจรายละเอียดเป็นรายกรณี


แหล่งอ้างอิง

  1. TTB Financial Health Check (ส.ค. 2566–ก.พ. 2568). ข้อมูลสุขภาพการเงินมนุษย์เงินเดือนไทย กลุ่มตัวอย่าง 96,000+ คน ร่วมกับข้อมูล NCB
  2. สภาพัฒน์ / NESDC (ก.พ. 2569). รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตไม่ใช่เงินฝาก

ชนาธิป ชิตประเสริฐ
ชนาธิป ชิตประเสริฐที่ปรึกษาทางการเงินและผู้วางแผนการลงทุน

ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้วางแผนการลงทุน ผมเริ่มจากเป้าหมาย ความเสี่ยง และสถานการณ์ของแต่ละคน ก่อนช่วยพิจารณาทางเลือกด้านการลงทุนหรือประกันให้เหมาะกับชีวิตจริง

รู้จัก CCPun เพิ่มเติม

อยากจัดลำดับแผนให้เหมาะกับชีวิตคุณ?

เตรียมข้อมูลรายได้ รายจ่าย หนี้ และเป้าหมาย แล้วคุยกันแบบเห็นภาพรวม

ปรึกษากับ CCPun

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ผลิตภัณฑ์ประกันไม่ใช่เงินฝาก และการลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาความคุ้มครอง เงื่อนไข ข้อยกเว้น และความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ