“เลือกประกันโรคร้ายแรงแบบไหนดี มีทุนเท่าไรถึงจะพอ?”
ผมเจอคำถามนี้จากลูกค้าและคนรอบตัวผมบ่อยมากครับ และลูกค้าส่วนใหญ่นึกไม่ออกว่าจะเริ่มจากตรงไหน และยิ่งเป็นประกันโรคร้ายแรง AIA ด้วยแล้ว ก็ยิ่งคิดหนัก เพราะมีแบบให้เลือกหลากหลายมากๆ
บทความนี้ผมเลยตั้งใจมาย่อยให้ทุกคนได้เลือกประกันโรคร้ายแรงได้แบบง่ายและเหมาะกับโจทย์ของคุณเอง จะมีอะไรที่ต้องรู้ มาดูไปพร้อมๆ กันเลย
โรคร้ายแรงเจอได้บ่อยแค่ไหนในชีวิตจริง?
อย่างแรก ที่ลูกค้าหลายคนบอกกับผมว่า ในชีวิตประจำวันของเขา โอกาสเจอโรคร้ายแรงน่าจะไม่มาก ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ครับ เพราะตอนนี้เรายังเห็นตัวเองแข็งแรงดี
แต่สังเกตไหมครับว่า ทุกต้นปี มีหมองจางๆ และควันอย่าง PM 2.5 มาให้เห็นกันอยู่ทุกปี และควันพวกนี้ เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งปอดไม่แพ้กับการที่เราสูบบุหรี่
และกรมการแพทย์ ก็ได้มีทำ Research มา และพบว่า คนไทยเป็นมะเร็งรายใหม่ราว 1.4 แสนคนต่อปี และเสียชีวิตจากมะเร็งราว 8 หมื่นกว่าคนต่อปี
และที่ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อสัตว์แปรรูปที่เรากินกัน ก็มีสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยองค์กรวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ขององค์การอนามัยโลก ก็ได้ประเมินว่าการกินเนื้อสัตว์แปรรูปทุก 50 กรัมต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักราว 18%
อีกทั้งสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ทำให้เราเกิดความเครียดได้ง่ายยิ่งกว่าเดิม ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
พอถึงตรงนี้ หลายๆ คนก็คิดว่า เอ้อ ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขไปก่อนแล้วกัน
แต่ถ้าเรามามองในภาพที่เราตรวจเจอโรคหรือต้องรับการรักษาแบบต่อเนื่อง สิ่งที่เราต้องมาคิดต่อ คือ
ถ้าต้องหยุดงานรักษาตัวหลายเดือน คุณพร้อมแค่ไหน?
หลายๆ คนก็อาจบอกว่า ก็ฉันมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้วหนิ
เรื่องนี้ผมชื่นชมมากๆ ที่คุณมีประกันสุขภาพ
แต่สิ่งที่คุณอาจไม่ได้คิดมาก่อน ก็คือ ประกันสุขภาพ จ่ายแค่ค่ารักษาภายในโรงพยาบาล
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับ สมมติว่าคุณหมออนุญาตให้เรากลับบ้านได้แล้ว แต่เรายังต้องทำกายภาพบำบัดต่อ
บางคนต้องซื้ออุปกรณ์ช่วยเดิน บางคนต้องจ้างคนมาช่วยดูแล หรืออาจต้องปรับสภาพบ้านให้เหมาะกับการพักฟื้น
ไหนจะค่าเดินทางไปโรงพยาบาลของคนในครอบครัว หรือค่าใช้จ่ายระหว่างที่ต้องไปพบคุณหมออย่างต่อเนื่องอีก ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ประกันสุขภาพไม่ได้จ่ายให้เรา
ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากชวนให้คิดต่ออีกเรื่องก็คือ ถ้าเราต้องใช้ชีวิตแบบที่ผมยกมาด้านบนทั้งหมดและต้องหยุดงานอย่างน้อย 6 เดือน จะเกิดอะไรขึ้น?
ลองนึกดูครับว่า เมื่อเราหยุดทำงาน อะไรหล่ะที่หายไป?
เงินเดือนใช่ไหมครับ
แต่สิ่งที่เราไม่ได้คิดต่อ ก็คือ ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหาร หรือค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัว ที่มันยังอยู่ แต่เราก็ต้องจ่ายต่ออยู่ดี
และถ้าเราเป็นคนหารายได้หลักของครอบครัว หรือเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องเข้าไปทำงานเองทุกวัน การหยุดงานไปหลายเดือนก็อาจทำให้รายได้ลดลงหรือหายไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น แล้วถ้าคนในบ้านต้องลางานมาช่วยดูแลเราอีกล่ะ? จากที่ป่วยอยู่คนเดียว ก็อาจกลายเป็นว่ารายได้ของคนในครอบครัวที่ต้องมาดูแลเราก็อาจหายไปด้วย
พอเห็นแบบนี้แล้ว เราจะเริ่มเห็นแล้วครับว่า การเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงไม่ได้กระทบแค่สุขภาพของเรา แต่ยังมีเรื่องเงินที่ต้องเตรียมไว้ดูแลชีวิตระหว่างนั้นด้วย
นี่เลยเป็นเหตุผลที่ผมอยากให้พวกเราหันมาวางแผนทำประกันโรคร้ายแรงครับ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราตรวจเจอโรคร้ายแรง
เราก็ได้รับเงินก้อนตามที่กำหนดในแผน และใช้จ่ายกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น และไม่กระทบกับสถานะทางการเงินโดยรวมของเรา
แต่ทุนประกันโรคร้ายแรงที่ควรมีของแต่ละคน ก็ไม่ได้เท่ากันนะครับ
สำหรับใครที่ต้องการวางแผนทำทุนประกันโรคร้ายแรง ผมอยากให้ลองนึกถึงชีวิตของตัวเองก่อน 3 เรื่อง
- ถ้าต้องหยุดทำงาน รายได้ของเราจะลดลงเท่าไร และต้องอยากเตรียมเงินรองรับไว้กี่ปี?
- ระหว่างนั้นยังมีค่าใช้จ่ายอะไรที่ต้องจ่ายต่อ หรืออาจเพิ่มขึ้นจากการพักฟื้นบ้าง?
- ตอนนี้มีเงินสำรอง สวัสดิการ หรือประกันอะไรที่ช่วยรับภาระส่วนนี้อยู่แล้ว?
ลองคำนวณตัวเลขที่ว่ามาทั้งหมด ก็จะเห็นภาพมากขึ้นว่า เราต้องเตรียมเท่าไหร่ ใครที่ต้องการวางแผนทำทุนประกันโรคร้ายแรงในระยะยาว สามารถไปคำนวณได้ที่นี่
พอเราเริ่มเห็นแล้วว่าต้องเตรียมเงินไว้เท่าไร ทีนี้ก็มาถึงอีกคำถามหนึ่งที่หลายๆ คนสงสัยครับ แล้วเราควรเลือกประกันโรคร้ายแรงแบบไหนดี?
เพราะอย่างที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นบทความว่า ประกันโรคร้ายแรงของ AIA มีให้เลือกหลายแบบมากๆ และแต่ละแบบก็ไม่ได้มีแค่จำนวนโรคที่คุ้มครองแตกต่างกันนะครับ แต่ยังมีทั้งวิธีจ่ายเงิน ระยะเวลาคุ้มครอง และค่าเบี้ยที่เราต้องจ่ายแตกต่างกันอีกด้วย
ผมเลยอยากให้ลองมาทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละแบบกันก่อนครับ
เจอ จ่าย จบเดียว กับ เจอ จ่าย หลายจบ ต่างกันอย่างไร?
หลังจากรู้แล้วว่าเราอยากเตรียมทุนประกันไว้เท่าไร อีกเรื่องที่ผมอยากให้ลองดูต่อก็คือ ประกันโรคร้ายแรงที่เราจะเลือก จ่ายเงินให้เราแบบไหนครับ?
แบบแรกที่หลายคนเรียกกันว่า “เจอ จ่าย จบเดียว” คือแบบที่เน้นจ่ายเงินก้อน เมื่อเจอโรคร้ายแรงตามที่แบบประกันกำหนด
โดยหลังจากที่มีการจ่ายผลประโยชน์ครบตามที่กำหนดจนสัญญาสิ้นสุดแล้ว ก็จะไม่มีความคุ้มครองจากสัญญานั้นต่อ
แต่ไม่ได้หมายความว่า ตรวจเจอโรคแล้วจะได้รับเงินเต็มทุนทันทีนะครับ เราจะต้องดูระยะของโรค และเงื่อนไขในการจ่ายให้ดี เพราะบางโรค ก็อาจเป็นระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ก็จะจ่ายแค่บางส่วน แต่ถ้าเป็นระยะรุนแรง ก็จะจ่ายเต็ม
ในขณะที่แบบ “เจอ จ่าย หลายจบ” จะต่างกับแบบ เจอ จ่าย จบเดียว ตรงที่ หากเราเป็นโรคร้ายแรงอีกในอนาคต ก็ยังอาจมีสิทธิเคลมครั้งถัดไปได้ตามแบบประกัน แม้เคยได้รับเงินจากการเคลมครั้งแรกไปแล้ว
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคอะไรก็เคลมซ้ำได้เรื่อยๆ นะครับ เพราะยังต้องดูว่าจ่ายได้กี่ครั้ง แบ่งกลุ่มโรคอย่างไร ต้องเว้นช่วงนานแค่ไหน และหลังเคลมครั้งแรกยังเหลือความคุ้มครองอะไรอยู่บ้าง
พอเห็นแบบนี้ หลายๆ คนก็อาจคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเลือกแบบจ่ายหลายครั้งไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ? ผมว่าเรายังตอบแบบนั้นไม่ได้ครับ เพราะบางคนอยากมีเงินก้อนรับมือกับโรคร้ายแรงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง
ในขณะที่บางคนอยากให้มีความคุ้มครองเผื่อการเจ็บป่วยครั้งต่อไปด้วย และทั้งสองแบบก็ยังต่างกันในเรื่องของเบี้ยที่ต้องจ่ายด้วย อย่างของ AIA ก็มีประกันโรคร้ายแรงแบบนี้ให้เลือกครับ
แต่ก่อนจะตัดสินใจ ผมอยากให้ดูว่าเราอยากได้ความคุ้มครองแบบไหน และเงื่อนไขการจ่ายจริงๆ ตรงกับสิ่งที่เรากังวลหรือเปล่า มากกว่าจะเลือกจากคำว่า “เจอ จ่าย หลายจบ” อย่างเดียว
เบี้ยประกันโรคร้ายแรง คงที่หรือเพิ่มตามอายุ แบบไหนเหมาะกว่า?
ทีนี้ นอกจากเรื่องการจ่ายเงินแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเจอคำถามจากลูกค้าบ่อยมากครับ นั่นก็คือ ทำไมประกันโรคร้ายแรงบางตัวเบี้ยถูกมาก แต่บางตัวกลับมีเบี้ยแพงกว่าหลายเท่า ทั้งๆ ที่ทุนประกันก็เท่ากัน?
เรื่องนี้จริงๆ มีหลายปัจจัยครับ ทั้งวิธีจ่ายผลประโยชน์ ระยะเวลาคุ้มครอง รวมไปถึงรูปแบบของเบี้ยประกันด้วย
อย่างประกันโรคร้ายแรง AIA บางแบบ เช่น CI SuperCare ทั้งแบบจ่าย 10 ปี, 20 ปี และ CI ProCare เป็นแบบประกันหลักที่กำหนดเบี้ยคงที่ตลอดช่วงชำระตามสัญญา และยังมีมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ด้วย
ส่วนสัญญาเพิ่มเติมอย่าง CI Plus, Multipay CI มีเบี้ยที่ปรับขึ้นตามอายุและปัจจัยอื่นตามเงื่อนไข จึง ต้องดูทั้งเบี้ยวันนี้และค่าเบี้ยในอนาคตครับ
พอเห็นแบบนี้ หลายๆ คนก็อาจคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเลือกแบบที่เบี้ยถูกกว่าในช่วงแรกไว้ก่อนก็น่าจะดีกว่าสิ
ผมเองก็เห็นด้วยนะครับ ถ้าเกิดเราคิดว่า จ่ายถูกและได้ความคุ้มครองสูงๆ
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้ลองคิดต่อครับ นั่นก็คือ
วันนี้จ่ายเบี้ยหลักพัน แล้วตอนอายุ 65 ปีล่ะ?
คำถามต่อมาที่อยากให้คิดต่อ เมื่อจะทำประกันโรคร้ายแรง ก็คือ แล้วในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เบี้ยประกันที่เราต้องจ่ายจะเป็นเท่าไร?
ซึ่งผมเองก็ได้ลองไปเช็กเบี้ยของประกันโรคร้ายแรงแบบเจอ จ่าย จบเดียว AIA CI Plus ของผู้ชายอายุ 35 ปี ทำประกันโรคร้ายแรงทุน 1 ล้านบาท และจ่ายเบี้ยเป็นรายปี ตัวเลขเบี้ยจากตัวอย่างที่ผมเคยคำนวณไว้เป็นแบบนี้ครับ
อายุ 35 ปี เบี้ย 3,840 บาทต่อปี
อายุ 55 ปี เบี้ย 25,380 บาทต่อปี
อายุ 65 ปี เบี้ย 61,040 บาทต่อปี
แต่ในโพสต์ที่ผมเคยเปรียบเทียบเบี้ย ผมก็ได้มีการนำเบี้ย CI Plus เปรียบเทียบกับ AIA CI SuperCare ที่มีเบี้ยคงที่ของผู้ชายคนนี้มาด้วย ซึ่ง
CI SuperCare 20/99 จ่ายเบี้ยปีละ 40,070 บาท เป็นเวลา 20 ปี
CI SuperCare 10/99 จ่ายเบี้ยปีละ 69,130 บาท เป็นเวลา 10 ปี
จะเห็นว่า CI SuperCare จ่ายเบี้ยตั้งแต่ช่วงแรกสูงกว่า CI Plus แต่เราเลือกกำหนดระยะเวลาชำระไว้ได้ 10 หรือ 20 ปี และเบี้ยคงที่ตามสัญญา
ส่วน CI Plus มีเบี้ยเปลี่ยนไปตามอายุ จึงต้องคิดด้วยว่าเราตั้งใจถือความคุ้มครองนานแค่ไหนครับ
ลองสังเกตดูนะครับว่า CI Plus ตอนอายุ 35 ปี เบี้ย 3,840 บาทต่อปี แต่พออายุ 65 ปี กลับเป็น 61,040 บาทต่อปี ทั้งที่ทุนโรคร้ายแรงในตัวอย่างยังเป็น 1 ล้านบาทเท่าเดิม
พอเอามาเทียบกับ CI SuperCare ที่จ่ายเบี้ยคงที่ เราก็จะเริ่มเห็นแล้วว่าการดูแค่เบี้ยปีแรกอย่างเดียวอาจทำให้ตัดสินใจพลาดได้
ทีนี้ ลองนึกถึงชีวิตของเราตอนอายุ 55–65 ปีดูครับ บางคนอาจยังผ่อนบ้านอยู่ บางคนต้องดูแลพ่อแม่ หรือบางคนก็กำลังเร่งเก็บเงินเพื่อเตรียมเกษียณ
แล้วถ้าวันนั้นเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นมาจนเริ่มกระทบกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เราจะยังจ่ายเบี้ยต่อไหวหรือเปล่า?
บางคนอาจบอกว่า ก็ถ้าจ่ายไม่ไหว เราก็ยกเลิกไปก่อนสิ แล้วถ้าวันไหนพร้อมก็ค่อยกลับมาซื้อใหม่
แต่ปัญหาของการทำประกันก็คือ เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าในอนาคต เราจะยังมีสุขภาพดีเหมือนวันที่สมัครประกันครั้งแรกหรือเปล่า
เพราะถ้าตอนนั้นเรามีประวัติการรักษา หรือมีโรคประจำตัวเพิ่มขึ้น บริษัทประกันก็อาจกำหนดข้อยกเว้น เพิ่มเบี้ย หรือไม่รับประกันก็ได้ครับ
นี่เลยเป็นเหตุผลที่ผมอยากให้เราดูเรื่องค่าเบี้ยประกันในระยะยาวด้วย ไม่ใช่ดูแค่ว่าวันนี้ตัวไหนเบี้ยถูกกว่ากัน
ถ้าไม่เป็นโรคร้ายแรง เงินในกรมธรรม์นำมาใช้ตอนเกษียณได้ไหม?
มีอีกจุดหนึ่งที่ผมอยากให้สังเกตครับ เพราะแบบเบี้ยคงที่ที่ผมยกตัวอย่าง ไม่ได้ต่างจาก CI Plus แค่เรื่องค่าเบี้ยเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของมูลค่าเวนคืนด้วย
อย่าง AIA CI SuperCare 10/99, 20/99 หรือ CI ProCare เป็นแบบประกันหลักที่มีมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ หมายความว่า ต่อให้เราไม่ได้เคลมโรคร้ายแรงเลย กรมธรรม์ก็ยังอาจมีเงินก้อนที่สามารถขอเวนคืนได้ตามตารางมูลค่าในปีนั้นๆ ครับ
สมมติว่าเราทำประกันไว้ตั้งแต่ยังทำงานอยู่ จ่ายเบี้ยครบตามระยะเวลาที่กำหนด และพอถึงช่วงเกษียณก็ยังไม่เคยป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่เข้าเงื่อนไขการจ่ายเงิน
ถ้าวันนั้นเราอยากนำเงินออกมาใช้ ก็สามารถพิจารณาเวนคืนกรมธรรม์ เพื่อนำเงินก้อนที่ได้รับมาเป็นส่วนหนึ่งของเงินเกษียณได้
พอเห็นแบบนี้ หลายๆ คนก็อาจคิดว่า อ้าว ถ้าไม่ป่วยก็ยังมีเงินให้ใช้ตอนเกษียณ แบบนี้เลือกเบี้ยคงที่ที่มีมูลค่าเวนคืนเลยไม่ดีกว่าเหรอ?
ผมอยากให้ลองดูตารางเวนคืน หรือแผนที่ตัวแทนเสนอมาให้ครบก่อนครับ เพราะมูลค่าเวนคืน ในแต่ละปี มีมูลค่าแตกต่างกันไป
ที่สำคัญคือ เมื่อเราเวนคืนทั้งกรมธรรม์ ความคุ้มครองก็สิ้นสุดลงด้วยนะครับ หมายความว่าเราจะได้เงินก้อนมาใช้ แต่ก็ต้องยอมแลกกับการไม่มีความคุ้มครองโรคร้ายแรงจากกรมธรรม์ฉบับนั้นอีก
เพราะฉะนั้น ถ้าเราตั้งใจจะใช้เงินส่วนนี้ตอนเกษียณจริงๆ ผมอยากให้ลองถามตัวเองต่อว่า ตอนอายุ 60 หรือ 65 ปี เรายังอยากให้ประกันโรคร้ายแรงช่วยคุ้มครองอยู่ไหม หรือมีเงินสำรองและความคุ้มครองอื่นพร้อมแล้ว?
ส่วนคนที่เลือกแบบเบี้ยปรับตามอายุอย่าง CI Plus ก็อาจจ่ายเบี้ยช่วงแรกน้อยกว่าเมื่อเทียบในเงื่อนไขที่ใกล้กัน แต่ตัวสัญญาเพิ่มเติมไม่ได้มีมูลค่าเวนคืนในลักษณะเดียวกับแบบประกันหลักที่ยกมา และยังต้องดูเบี้ยของแบบประกันหลักที่ต้องทำควบคู่กันด้วยครับ
สรุปแล้ว ถ้าอยากได้ทุนคุ้มครองสูงในงบช่วงนี้จำกัด แบบที่เน้นความคุ้มครองก็อาจตอบโจทย์กว่า
แต่ถ้าอยากวางแผนปิดความเสี่ยงเรื่องเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย มีระยะเวลาชำระชัดเจน และอยากมีทางเลือกเวนคืนเงินในอนาคต ก็อาจสนใจแบบเบี้ยคงที่ที่มีมูลค่าเวนคืน
ผมเลยไม่อยากให้เลือกเพียงเพราะได้ยินว่า “เบี้ยถูกกว่า” หรือ “ไม่ป่วยก็ได้เงินคืน” ครับ เพราะสิ่งที่เราต้องเปรียบเทียบจริงๆ คือจ่ายเบี้ยเท่าไรตลอดทาง ได้ความคุ้มครองอะไร และถ้าวันหนึ่งเลือกเวนคืน เราจะยอมเสียความคุ้มครองตรงนั้นได้หรือเปล่า
สรุปทั้งหมด
ทั้งหมดทั้งมวลที่ยกมา หลายๆ คนก็คงเริ่มเห็นแล้วนะครับว่า การเลือกประกันโรคร้ายแรงไม่ได้ดูแค่จำนวนโรคหรือทุนประกันเท่านั้น
แต่ต้องดูวิธีจ่ายเงิน ค่าเบี้ยในระยะยาว และถ้าเป็นแบบที่มีมูลค่าเวนคืน เราอยากเก็บความคุ้มครองไว้ต่อหรืออยากนำเงินก้อนออกมาใช้ในอนาคตด้วย
ซึ่งผมมองว่า ไม่มีแบบไหนที่เหมาะกับทุกคนเสมอไปครับ เพราะคนที่ต้องการทุนประกันสูงในงบประมาณจำกัด กับคนที่ต้องการความคุ้มครองระยะยาวพร้อมมูลค่าเวนคืน ก็อาจเหมาะกับประกันคนละแบบกัน
และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาที่ผมช่วยลูกค้าเลือกประกันโรคร้ายแรง ผมถึงอยากรู้ก่อนว่าเขาต้องการความคุ้มครองแบบไหน มีงบประมาณเท่าไร และคาดหวังอะไรจากประกันฉบับนี้บ้าง
สำหรับใครที่กำลังสนใจทำประกันโรคร้ายแรงของ AIA หรือกำลังลังเลระหว่างแบบประกันต่างๆ ว่าตัวไหนเหมาะกับตัวเอง สามารถมาปรึกษากับผม CCPun ผ่าน LINE OA @ccpun ได้เลยครับ
ผมจะช่วยเปรียบเทียบให้เห็นว่า แต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร เบี้ยประกันที่ถูกลงหรือแพงขึ้น เราได้หรือเสียอะไรไปบ้าง และแบบไหนที่เหมาะกับงบประมาณและแผนการเงินของคุณ เพื่อให้คุณเลือกประกันจากความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเห็นว่าตัวไหนคุ้มครองโรคมากกว่าหรือจ่ายเบี้ยถูกกว่าครับ




