ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Copayment vs Deductible ต่างกันอย่างไร? ทำไมบางแผนร่วมจ่ายตั้งแต่ปีแรก แต่บางแผนไม่ต้อง?

เผยแพร่ อัปเดต
ใช้เวลาอ่านประมาณ 17 นาที
แชร์
Copayment vs Deductible ต่างกันอย่างไร? ทำไมบางแผนร่วมจ่ายตั้งแต่ปีแรก แต่บางแผนไม่ต้อง?

หัวข้อเนื้อหา

สรุปบทความนี้
  • Copayment และ Deductible เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้เอาประกันรับผิดชอบเองคนละจังหวะ จึงต้องดูวิธีคิดและเงื่อนไขของกรมธรรม์จริงก่อนสรุปยอดร่วมจ่าย

เคยสงสัยกันไหมครับว่า มีประกันสุขภาพแล้ว ทำไมเวลาเข้าโรงพยาบาลบางครั้งเรายังต้องจ่ายเงินเอง?

เพราะประกันแต่ละแผนไม่ได้รับผิดชอบค่ารักษาในรูปแบบเดียวกัน บางแผนให้เราร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ บางแผนกำหนดให้จ่ายเงินส่วนแรกก่อน

แต่ก่อนที่เราจะไปเช็กว่า ประกันของเรา มีส่วนไหนให้เราต้องรับผิดชอบเอง เรามารู้จัก 2 คำ ก็คือ Copayment และ Deductible กันก่อนครับ

Copayment คืออะไร? ทำไมมีประกันแล้วต้องร่วมจ่าย

Copayment หรือการร่วมจ่าย หมายถึง ค่ารักษาพยาบาลที่เราต้องช่วยจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ตามที่แผนประกันกำหนด

เช่น หากเป็นการ Copayment แบบร่วมจ่าย 10% หมายความว่า บริษัทประกันจะรับผิดชอบ 90% ส่วนเราก็จะรับผิดชอบ 10% เป็นต้น

ตัวอย่างด้านบน เป็นเพียง Concept คร่าวๆ ให้เข้าใจง่าย แต่ในความเป็นจริง ก็อาจมีส่วนที่บริษัทประกันมีเงื่อนไขบางอย่าง เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายบางอย่าง เป็นภาระกับผู้เอาประกันนั่นเอง

Copayment มีอยู่สองแบบที่อยากให้รู้จักครับ แบบแรกคือบางคนอาจต้องร่วมจ่ายตอนต่ออายุประกัน เพราะประวัติการเคลมเข้าเกณฑ์ ส่วนอีกแบบคือเราเลือกแผนที่มีการร่วมจ่ายตั้งแต่วันสมัคร

แบบที่ 1: ร่วมจ่ายเมื่อเข้าเกณฑ์ในปีต่ออายุ

Copayment แบบนี้ จะเป็นแบบที่บริษัทจะดูประวัติการเคลมของปีที่ผ่านมา ถ้าเข้าเกณฑ์ก็อาจต้องร่วมจ่ายค่ารักษาในปีถัดไป ซึ่งก็จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน

แล้วแบบไหนถึงจะต้องร่วมจ่าย?

ตามเกณฑ์ที่ คปภ. ชี้แจง จะดูทั้งสาเหตุที่นอนโรงพยาบาล จำนวนครั้งที่เคลม และยอดเคลมเมื่อเทียบกับเบี้ยที่ใช้คำนวณ

หากเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง อาจร่วมจ่ายไม่เกิน 30% แต่ถ้าเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ รวมแล้วไม่เกิน 50%

แต่ไม่ได้แปลว่าพอขึ้นปีที่สองแล้วทุกคนต้องร่วมจ่ายนะครับ ส่วนกรมธรรม์เดิมที่ต่ออายุต่อเนื่องไม่ได้ถูกเพิ่มเงื่อนไขนี้ย้อนหลัง

แล้ว คปภ. ดูโรคกลุ่มไหนบ้าง? หลักเกณฑ์แบ่งการเคลมผู้ป่วยในที่นำมาพิจารณาออกเป็นสองกรณี ดังนี้

กรณีที่ 1: กลุ่มเจ็บป่วยเล็กน้อยทั่วไป

สำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป คปภ. ระบุ 9 โรคหรืออาการ ได้แก่

  • ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
  • ไข้หวัดใหญ่
  • ท้องเสีย
  • เวียนศีรษะ
  • มีไข้ แต่แพทย์ยังไม่ระบุชัดเจนว่าเกิดจากโรคอะไร
  • ปวดหัว
  • กล้ามเนื้ออักเสบ
  • ภูมิแพ้
  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือกรดไหลย้อน

แต่ไม่ใช่ว่าป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้วจะถูกนับทันที จะต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อน และต้องเป็นการนอนโรงพยาบาลโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน รวมถึงเข้าเกณฑ์จำนวนครั้งกับยอดเคลมด้วย

แล้วถ้าเป็นเด็กเล็กล่ะ?

คปภ. แยกเกณฑ์สำหรับเด็กอายุ 3–5 ปีไว้ต่างหาก โดยมีกลุ่มติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสีย ไข้ไม่ระบุสาเหตุ (มีไข้แต่ยังไม่ได้ระบุสาเหตุชัดเจน) ภูมิแพ้ และกระเพาะอาหารอักเสบ รวมถึงต้องดูอาการและภาวะแทรกซ้อนประกอบ

กรณีที่ 2: โรคทั่วไป

หมายถึงการนอนโรงพยาบาลจากโรคทั่วไปที่ไม่ใช่โรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดใหญ่ตามเงื่อนไข คปภ. จึงต้องดูว่าการรักษาที่เคลมอยู่ในกลุ่มใด และยังต้องถึงเกณฑ์จำนวนครั้งกับยอดเคลมด้วย

อย่างไรก็ตาม สามารถดูรายชื่อโรคและรายละเอียดเกณฑ์ฉบับเต็มได้จาก หนังสือชี้แจงของสำนักงาน คปภ.

เงื่อนไข Copayment ในปีต่ออายุเริ่มใช้กับสัญญาประกันสุขภาพใหม่ที่มีข้อตกลงนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป โดยไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทหรือทุกกรมธรรม์ต้องร่วมจ่ายเหมือนกัน

ไม่ว่ากลุ่มไหน แค่นอนโรงพยาบาลครบ 3 ครั้งยังไม่พอครับ ต้องดูยอดเคลมตามเกณฑ์ด้วย โดยกรณีแรกใช้ยอดเคลมตั้งแต่ 2 เท่าของเบี้ยที่ใช้คำนวณ

ส่วนกรณีที่สองใช้ตั้งแต่ 4 เท่า

และหากเข้าเงื่อนไขทั้งสองกรณี อัตราร่วมจ่ายในปีถัดไปรวมแล้วไม่เกิน 50%

กรณีที่ใช้ประเมินต้องเข้าเงื่อนไขอะไรบ้างCopayment ปีต่ออายุ
กลุ่มเจ็บป่วยเล็กน้อย ที่ไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ให้นอนโรงพยาบาลเคลมผู้ป่วยในอย่างน้อย 3 ครั้ง และยอดเคลมตามเกณฑ์ตั้งแต่ 2 เท่าของเบี้ยที่ใช้คำนวณ (200%)ไม่เกิน 30%
โรคทั่วไป (ไม่รวมโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่ตามเงื่อนไข)เคลมผู้ป่วยในอย่างน้อย 3 ครั้ง และยอดเคลมตามเกณฑ์ตั้งแต่ 4 เท่าของเบี้ยที่ใช้คำนวณ (400%)ไม่เกิน 30%
เข้าเกณฑ์ทั้งสองกรณีผ่านเงื่อนไขของทั้งสองแถวข้างต้นรวมแล้วไม่เกิน 50%

*หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อให้เข้าใจวิธีคิดง่ายขึ้น ไม่ใช่ยอดเคลมที่ใช้กับทุกกรมธรรม์

เคลมโรคร้ายแรงหรือผ่าตัดใหญ่ จะทำให้ปีหน้าต้องร่วมจ่ายไหม?

ไม่ใช่ทุกการเคลมจะถูกนำไปคิดครับ เวลาบริษัทดูประวัติการเคลมเพื่อพิจารณาว่าปีหน้าต้องร่วมจ่าย 30% หรือ 50% หรือไม่ จะไม่นำการเคลมโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่บางรายการมาคิด หากการรักษานั้นตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด

แล้วมีโรคอะไรบ้าง? สมาคมประกันชีวิตไทยได้รวบรวมรายชื่อไว้ให้ตรวจสอบ ทั้งโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่ ผมแยกเป็นกลุ่มไว้ด้านล่างเพื่อให้หาง่ายขึ้น เช่น มะเร็งระยะลุกลาม กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และการปลูกถ่ายอวัยวะ

มะเร็งและเนื้องอก (3 รายการ)

• เนื้องอกในสมองชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง • โรคมะเร็งระยะลุกลาม • โรคมะเร็งระยะไม่ลุกลาม

หัวใจและหลอดเลือด (13 รายการ)

• โรคกล้ามเนื้อหัวใจ • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่รักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจ • การผ่าตัดเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ • กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด • การผ่าตัดลิ้นหัวใจโดยวิธีการเปิดหัวใจ • โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ • โรคแรงดันในหลอดเลือดแดงปอดสูงแบบปฐมภูมิ • โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน • การผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า • โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด • โรคหลอดเลือดสมองที่ต้องได้รับการผ่าตัดลอกหลอดเลือดแดงคาโรติด • โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองที่รักษาโดยใช้ขดลวดผ่านสายสวนทางหลอดเลือด • โรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการรักษาโดยวิธีใส่สายสวนเส้นเลือดแดงบริเวณคอ

สมองและเส้นประสาท (13 รายการ)

• โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ • โรคเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย • ภาวะโคม่า • การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง • โรคของเซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว • โรคระบบประสาทมัลติเพิล สะเคลอโรสิส • โรคกล้ามเนื้อเสื่อม • อัมพาตของกล้ามเนื้อแขนหรือขา • โรคพาร์กินสัน • สมองอักเสบจากเชื้อไวรัส • ภาวะอะแพลลิก (ภาวะไม่รู้สึกตัวต่อเนื่องจากสมองทำงานผิดปกติรุนแรง) • การฉีกขาดของรากประสาทต้นแขน • โรคโปลิโอ

การมองเห็น การได้ยิน และการช่วยเหลือตัวเอง (5 รายการ)

• ตาบอด • การสูญเสียการได้ยิน • การสูญเสียการดำรงชีพอย่างอิสระ • การทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง • การสูญเสียความสามารถในการพูด

ปอด ตับ ไต และทางเดินอาหาร (8 รายการ)

• ตับวาย • โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรง / โรคปอดระยะสุดท้าย • ไตวายเรื้อรัง • โรคไวรัสตับอักเสบขั้นรุนแรง • ไตอักเสบลูปูสจากโรคซิสเต็มมิค ลูปูส อิริเธมา โตซูส • ภาวะตับอ่อนอักเสบที่กลับเป็นซ้ำและเรื้อรัง • โรคถุงน้ำในไต • โรคลำไส้อักเสบเป็นแผลรุนแรง

โรคอื่นๆ และการผ่าตัดสำคัญ (8 รายการ)

• โรคโลหิตจางจากไขกระดูกไม่สร้างเม็ดโลหิต • แผลไหม้ฉกรรจ์ • การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะหรือปลูกถ่ายไขกระดูก • ภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ชนิดรุนแรง • การผ่าตัดกระดูกสันหลังคดที่ไม่ทราบสาเหตุ • โรคเท้าช้าง • โรคเนื้อเยื่อพังผืดอักเสบติดเชื้อและเป็นเนื้อตาย • โรคหนังแข็งชนิดลุกลาม

แต่ไม่ใช่ว่าพอชื่อโรคตรงกับรายการนี้แล้วจะไม่นับทุกครั้งนะครับ ต้องดูด้วยว่าโรคหรือการรักษาตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่

ส่วนคำว่า “ผ่าตัดใหญ่” ตามมาตรฐานประกันสุขภาพ หมายถึงการผ่าตัดผ่านผนังหรือช่องโพรงของร่างกาย ที่จำเป็นต้องใช้ยาสลบหรือยาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วน เช่น บล็อกหลัง บล็อกแขน หรือบล็อกขา ไม่ใช่แค่ใช้ยาสลบแล้วจะถือเป็นผ่าตัดใหญ่ทุกครั้ง

ส่วน Day Surgery คือการผ่าตัดใหญ่หรือการรักษาที่ใช้แทนการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องนอนค้างโรงพยาบาล หากตรงตามเงื่อนไขก็ไม่นำมานับเพื่อกำหนด Copayment ปีต่ออายุเช่นกัน

อีกเรื่องที่สำคัญคือ รายชื่อนี้ใช้ตอนตรวจว่า “ปีหน้าต้องเริ่มร่วมจ่ายหรือไม่” ไม่ใช่รายชื่อโรคที่รักษาฟรีโดยไม่ต้องร่วมจ่าย เช่น ถ้าปีนี้เรามี Copayment 30% อยู่แล้ว แล้วต้องรักษาโรคร้ายแรงตามรายการ ก็ยังต้องร่วมจ่ายค่ารักษาที่ประกันคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์

ที่มา: สมาคมประกันชีวิตไทย

บริษัทตรวจอะไรบ้างก่อนให้ร่วมจ่ายในปีถัดไป

บริษัทจะดู 3 อย่างประกอบกันครับ คือ สาเหตุที่นอนโรงพยาบาล จำนวนครั้งที่เข้ารักษาแบบผู้ป่วยใน และยอดเคลมเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันสุขภาพ เพราะฉะนั้น แค่นอนโรงพยาบาลครบ 3 ครั้ง ก็ไม่ได้แปลว่าต้องร่วมจ่ายในปีถัดไปทันที ต้องเข้าเกณฑ์ตามตารางด้านบนด้วย

ถ้าต้องร่วมจ่ายแล้ว จะกลับมาไม่ร่วมจ่ายได้ไหม

ถ้าปีนี้ต้องร่วมจ่าย 30% หรือ 50% ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องร่วมจ่ายตลอดไป เพราะบริษัทจะตรวจเงื่อนไขใหม่ทุกปี

  1. ปีที่เคลม: บริษัทตรวจจำนวนครั้งที่นอนโรงพยาบาลและยอดเคลมตามเกณฑ์ว่าถึงเงื่อนไขหรือไม่
  2. ปีถัดไป: ถ้าการเคลมเข้าเกณฑ์ ก็อาจต้องร่วมจ่ายค่ารักษาตามอัตราที่แจ้ง โดยกรณีเดียวไม่เกิน 30% และถ้าเข้าเกณฑ์ทั้งสองกรณีรวมแล้วไม่เกิน 50%
  3. ปีต่อๆ ไป: หากตรวจแล้วไม่เข้าเกณฑ์ร่วมจ่ายจากการต่ออายุอีก อัตราร่วมจ่ายในส่วนนี้ก็มีโอกาสกลับมาเป็น 0% ตามเงื่อนไข โดยไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบความคุ้มครองของแผนประกันเดิม

โดยสำหรับ AIA ก็จะมีเมนู Copayment ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูในแอป AIA+ ได้เลย

แบบที่ 2: ร่วมจ่ายตั้งแต่เริ่มคุ้มครอง

Copayment อีกแบบคือการร่วมจ่ายที่ระบุไว้ในแผนตั้งแต่สมัคร ไม่ต้องรอให้เคลมเข้าเกณฑ์ในปีต่ออายุครับ

คำว่า “ตั้งแต่ปีแรก” ไม่ได้หมายถึงจ่ายเฉพาะปีแรก แต่หมายถึงมีเงื่อนไขนี้มาตั้งแต่เริ่มคุ้มครอง และยังต้องดูต่อในปีถัดๆ ไปตามแผนที่เลือก

และถ้าเราเลือกแผนที่มี Copayment ตั้งแต่ปีแรกไว้ ถึงภายหลังจะไม่ต้องร่วมจ่ายจากเกณฑ์ตอนต่ออายุแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าการร่วมจ่ายตามแผนที่เลือกจะหายไปด้วยนะครับ

ตัวอย่างการคำนวณ Copayment ต้องร่วมจ่ายเท่าไร

วิธีคิดง่ายๆ คือ นำค่ารักษาที่ประกันคุ้มครองมาคูณกับเปอร์เซ็นต์ที่เราต้องร่วมจ่าย ส่วนยอดจริงอาจต่างจากตัวอย่าง เพราะแต่ละแผนมีวงเงิน เพดานร่วมจ่าย และเงื่อนไขอื่นๆ

Copayment ในแผนประกันสุขภาพของ AIA

ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพคือ AIA Health CI Hero ซึ่งมีทางเลือก Begin กับ Balanced โดยอัตราร่วมจ่ายขึ้นอยู่กับรูปแบบแผนและโรงพยาบาลที่ใช้ จึงต้องดูด้วยว่าเวลาเคลม เราจะรับผิดชอบค่ารักษาส่วนไหน และต้องวางแผนเดินทางไปโรงพยาบาลในเครือข่าย AIA Smart Network

Deductible คืออะไร? ความรับผิดส่วนแรกทำงานอย่างไร

หลังจากรู้จักการร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์อย่าง Copayment แล้ว อีกคำที่มักเห็นในประกันสุขภาพคือ Deductible หรือความรับผิดส่วนแรก

Deductible คือ เงินค่ารักษาส่วนแรกที่เราต้องรับผิดชอบก่อน แล้วประกันจึงช่วยจ่ายส่วนที่เหลือตามเงื่อนไข เช่น ถ้ากำหนดไว้ 20,000 บาท ก็ต้องดูว่ากรมธรรม์ให้เรารับผิดชอบเงินก้อนนี้อย่างไร

ที่ต้องตรวจเพิ่มคือ เงินส่วนแรกนี้นับใหม่ทุกครั้งที่เข้าโรงพยาบาล นับต่อการเจ็บป่วย หรือรวมกันตลอดปีกรมธรรม์ เพราะถ้าเป็นแบบนับรวมทั้งปี เมื่อจ่ายครบยอดที่กำหนดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มนับเต็มจำนวนใหม่ทุกครั้งในปีเดียวกัน

ตัวอย่างการคำนวณ Deductible ต้องจ่ายเองเท่าไร

Copayment vs Deductible ต่างกันอย่างไร

ตอนนี้เราเห็นแล้วว่า Copayment เป็นการร่วมจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ ส่วน Deductible เป็นเงินส่วนแรกที่ต้องรับผิดชอบ ลองเทียบทั้งสองแบบในตารางเดียว

เรื่องที่อยากรู้Copayment (ร่วมจ่าย)Deductible (จ่ายส่วนแรก)
จ่ายแบบไหนแบ่งจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาที่เข้าเงื่อนไขจ่ายค่ารักษาส่วนแรกตามจำนวนเงินที่กำหนด
ตัวอย่างร่วมจ่าย 10% หรือ 30%รับผิดชอบ 20,000 บาทแรก
เริ่มใช้เมื่อไรตามแผนที่เลือกตั้งแต่สมัคร หรือเมื่อเข้าเกณฑ์ในปีต่ออายุเมื่อมีค่ารักษาที่ต้องนำมาหักส่วนแรกตามกรมธรรม์
หากรักษาหลายครั้งดูเปอร์เซ็นต์และยอดร่วมจ่ายสูงสุดของแผนดูว่าหักทุกครั้ง หรือนับรวมกันตามรอบที่กำหนด
ถ้ามีทั้งสองอย่างคิดเปอร์เซ็นต์จากส่วนที่เหลือหลังหัก Deductibleหักเงินส่วนแรกก่อน

แล้วถ้าแผนประกันมีทั้ง Deductible และ Copayment ล่ะ? โดยทั่วไปจะหักค่ารักษาส่วนแรก (Deductible) ก่อน แล้วนำค่ารักษาส่วนที่เหลือมาคิดเปอร์เซ็นต์ร่วมจ่าย (Copayment) ครับ ลองดูตัวอย่างนี้

ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นลำดับการคิดเงินนะครับ เวลาเคลมจริงต้องดูเงื่อนไขของแผนด้วยว่า Deductible นับต่อครั้ง ต่อการเจ็บป่วย หรือรวมทั้งปี และมีวงเงินหรือเพดานการร่วมจ่ายเท่าไร

ก่อนเลือกประกันสุขภาพ ควรตรวจเงื่อนไขอะไรบ้าง

เริ่มจากดูว่าแผนที่สนใจมี Copayment, Deductible หรือทั้งสองอย่าง และเริ่มใช้เมื่อไร

เช็กว่าเราต้องร่วมจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องจ่ายเงินส่วนแรกเท่าไร มียอดจ่ายสูงสุดหรือไม่ และใช้โรงพยาบาลไหนแล้วเงื่อนไขต่างกัน

ถ้ามี Copayment ในปีต่ออายุ ให้ดูว่าประเมินจากอะไร และมีหนังสือแจ้งอัตราร่วมจ่ายสำหรับปีนั้นหรือไม่

ถ้าอ่านแล้วไม่แน่ใจ ทัก Line OA : @ccpun มาให้ช่วยรีวิวแผนประกันสุขภาพของคุณได้เลยครับ

สรุป Copayment และ Deductible เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

จำสั้นๆ ว่า Copayment คือการร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ ส่วน Deductible คือค่ารักษาส่วนแรกที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าแผนมีทั้งสองอย่างก็ต้องดูวิธีคำนวณตามลำดับที่กรมธรรม์กำหนด

ก่อนเลือกแผน อย่าดูแค่เบี้ยถูกหรือแพง แต่ให้คิดต่อด้วยว่าถ้าต้องรักษาจริง เราจ่ายค่ารักษาส่วนของตัวเองไหวแค่ไหน เพราะเบี้ยที่ประหยัดลงอาจแลกกับเงินที่ต้องเตรียมไว้จ่ายตอนเคลม

ตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เข้าใจวิธีคิด ไม่ใช่เงื่อนไขของประกันทุกแผน การคุ้มครองและเงินที่ต้องจ่ายจริงให้ยึดตามกรมธรรม์ที่ถืออยู่

แชร์

คำถามเกี่ยวกับบทความนี้

Copayment กับ Deductible ต่างกันอย่างไร

Copayment คือการร่วมจ่ายค่ารักษาเป็นเปอร์เซ็นต์ตามแผน ส่วน Deductible คือเงินส่วนแรกที่เราต้องรับผิดชอบก่อนประกันช่วยจ่ายตามเงื่อนไข หากมีทั้งสองอย่าง ต้องหักเงินส่วนแรกก่อนแล้วจึงคิดเปอร์เซ็นต์ร่วมจ่ายจากส่วนที่เหลือ

เคลมประกันสุขภาพครบ 3 ครั้ง ต้องร่วมจ่าย 30% ปีถัดไปเลยหรือไม่

ไม่ใช่ครับ การนอนโรงพยาบาลครบ 3 ครั้งอย่างเดียวไม่ทำให้ต้องร่วมจ่าย ต้องดูโรคที่รักษา ความจำเป็นในการนอนโรงพยาบาล และยอดเคลมตามเกณฑ์ประกอบด้วย โดยเกณฑ์ของ คปภ. แบ่งการเคลมเป็นกลุ่มเจ็บป่วยเล็กน้อยและกลุ่มโรคทั่วไป

กลุ่มเจ็บป่วยเล็กน้อย มีโรคอะไรบ้าง? เป็นแล้วต้องร่วมจ่ายเลยไหม

สำหรับคนอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป คปภ. ระบุไว้ 9 โรคหรืออาการ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสีย เวียนศีรษะ ปวดหัว ภูมิแพ้ และกรดไหลย้อน รวมถึง “ไข้ไม่ระบุสาเหตุ” ซึ่งหมายถึงมีไข้ แต่แพทย์ยังไม่ระบุชัดเจนว่าเกิดจากโรคอะไร ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าป่วยด้วยอาการเหล่านี้แล้วต้องร่วมจ่ายทันที ต้องดูความจำเป็นในการนอนโรงพยาบาล จำนวนครั้ง และยอดเคลมตามเกณฑ์ด้วย ส่วนเด็กอายุ 3–5 ปีมีรายการและเงื่อนไขแยกต่างหาก

Copayment 50% เกิดเมื่อไร

ถ้าการเคลมเข้าเกณฑ์ทั้งสองกรณีที่ คปภ. ชี้แจง อัตราร่วมจ่ายในปีต่ออายุถัดไปอาจรวมกันได้ แต่ไม่เกิน 50% ไม่ใช่ทุกคนที่ทำประกันจะต้องจ่ายอัตรานี้

ถ้าเคยร่วมจ่าย 30% หรือ 50% แล้ว จะกลับมา 0% ได้ไหม

ได้ครับ เพราะ Copayment จากการต่ออายุมีการตรวจใหม่ทุกปี ถ้ารอบถัดไปไม่เข้าเกณฑ์แล้ว ก็กลับมาไม่ต้องร่วมจ่ายจากเงื่อนไขนี้ได้ แต่ถ้าเลือกแผนที่มีการร่วมจ่ายตั้งแต่สมัครก็ยังต้องดูเงื่อนไขของแผนนั้นแยกกัน

ถ้าเป็นโรคร้ายแรงหรือผ่าตัดใหญ่ ยังต้องร่วมจ่ายหรือไม่

ต้องดูว่าหมายถึงปีไหนครับ ถ้าบริษัทกำลังตรวจประวัติเคลมเพื่อกำหนดการร่วมจ่ายในปีถัดไป การรักษาโรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดใหญ่ที่ตรงตามเกณฑ์จะไม่นำมาคิด แต่ถ้าปีนี้กรมธรรม์ของเรามี Copayment อยู่แล้ว แม้รักษาโรคร้ายแรงก็ยังต้องร่วมจ่ายค่ารักษาที่ประกันคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์

เคลม OPD หรือรักษาจากอุบัติเหตุ จะถูกนำมานับเพื่อกำหนด Copayment ปีถัดไปไหม?

การรักษาแบบผู้ป่วยนอกทั่วไป (OPD) ไม่นำมานับตามเกณฑ์นี้ครับ แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุจนต้องนอนโรงพยาบาลแบบผู้ป่วยใน (IPD) การเคลมครั้งนั้นอาจนำมาพิจารณาได้ หากไม่เข้าข้อยกเว้น เช่น การผ่าตัดใหญ่ตามเงื่อนไข และยังต้องดูจำนวนครั้งกับยอดเคลมให้ครบเกณฑ์ด้วย

Copayment ที่เลือกตั้งแต่สมัครกับ Copayment ในปีต่ออายุต่างกันอย่างไร

แบบปีต่ออายุจะดูว่าเราเคลมเข้าเกณฑ์หรือไม่ แล้วจึงเริ่มร่วมจ่ายในปีถัดไป ส่วนแบบที่เลือกตั้งแต่สมัครเป็นเงื่อนไขของแผนตั้งแต่ต้น เช่น Begin และ Balanced ของ AIA Health CI Hero

Copayment ตั้งแต่ปีแรกจะหายไปเมื่อขึ้นปีที่สองไหม

ไม่จำเป็น เพราะ Copayment ที่กำหนดไว้ตั้งแต่สมัครเป็นเงื่อนไขของรูปแบบแผน ไม่ได้มีไว้เฉพาะปีแรก ต้องดูสัญญาที่ถืออยู่

Deductible และ Copayment อยู่ในสัญญาเดียวกันได้หรือไม่

ได้ครับ ถ้าแผนกำหนดทั้งสองอย่าง โดยทั่วไปจะหัก Deductible ก่อน แล้วค่อยคิด Copayment เป็นเปอร์เซ็นต์จากค่ารักษาส่วนที่เหลือ เช่น ค่ารักษา 100,000 บาท หัก Deductible 10,000 บาท เหลือ 90,000 บาท ถ้าร่วมจ่าย 30% ก็จ่ายเพิ่ม 27,000 บาท รวมจ่ายเอง 37,000 บาท ทั้งนี้ให้ยึดวิธีคำนวณและวงเงินตามกรมธรรม์จริง

ชนาธิป ชิตประเสริฐ

ชนาธิป ชิตประเสริฐ, AFPT™

ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้วางแผนการลงทุน

ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้วางแผนการลงทุน ผมเริ่มจากเป้าหมาย ความเสี่ยง และสถานการณ์ของแต่ละคน ก่อนช่วยพิจารณาทางเลือกด้านการลงทุนหรือประกันให้เหมาะกับชีวิตจริง

รู้จัก CCPun เพิ่มเติม

อ่านต่อ

ประกันสุขภาพ

AIA Health CI Hero คุ้มครองอะไร? เหมาะกับคนมีสวัสดิการแบบไหน

AIA Health CI Hero เป็นประกันสุขภาพที่เน้นค่ารักษาเมื่อเข้าเงื่อนไขโรคร้ายแรง 6 กลุ่ม ไม่ใช่ประกันโรคร้ายแรงแบบเงินก้อน สรุป Begin/Balanced ค่าใช้จ่ายร่วม และข้อจำกัดสำคัญ

เผยแพร่ 3 ส.ค. 2569

ประกันสุขภาพ

AIA Health Happy คืออะไร? แต่ละแผนเหมาะกับใคร อัปเดต 2026

สรุป AIA Health Happy อัปเดตโครงสร้างความคุ้มครอง แผน 1–25 ล้านบาท IPD/OPD ระยะรอคอย Co-payment และประเด็นที่ควรเทียบกับสิทธิเดิมและงบระยะยาวก่อนเลือก

เผยแพร่ 6 เม.ย. 2569

ประกันโรคร้ายแรง

ประกันโรคร้ายแรงคืออะไร? ต่างจากประกันสุขภาพอย่างไร และใครควรมี

ประกันโรคร้ายแรงคือความคุ้มครองที่จ่ายเงินก้อนเมื่อเข้าเงื่อนไขตามกรมธรรม์ ต่างจากประกันสุขภาพที่เน้นค่ารักษา อ่านเรื่องบทบาทของเงินก้อน นิยามโรค และวิธีประเมินความคุ้มครองจากชีวิตจริง

เผยแพร่ 22 พ.ค. 2569

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ผลิตภัณฑ์ประกันไม่ใช่เงินฝาก และการลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาความคุ้มครอง เงื่อนไข ข้อยกเว้น และความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ