“ประกันสุขภาพแผนที่ดีที่สุดของ AIA อย่าง Health Happy ใกล้จะปิดการขาย 30 พฤศจิกายนนี้แล้ว“
นี่คือสิ่งที่หลายๆ คนเห็นกันบนโลกโซเชียลในช่วงไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา
แล้วทำไมประกันสุขภาพเหมาจ่าย AIA Health Happy ตัวปัจจุบันถึงดีกว่าตัวใหม่ที่จะเปิดขาย 1 ธันวาคมนี้ ผมสรุปทุกประเด็นที่คุณต้องรู้มาให้แล้ว มีอะไรบ้าง ไปไล่ดูกันทีละประเด็นครับ
AIA Health Happy คืออะไร?
AIA Health Happy เป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายที่ต้องแนบกับประกันชีวิตหลักครับ ความคุ้มครองส่วนใหญ่จะเป็นค่ารักษาเวลานอนโรงพยาบาล หรือ IPD แต่ก็มีการรักษาบางอย่างที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลก็ใช้สิทธิได้ เช่น การรักษาอุบัติเหตุฉุกเฉิน การล้างไต และการรักษามะเร็งตามเงื่อนไขกรมธรรม์
แต่พอเห็นคำว่า “เหมาจ่าย” ผมไม่อยากให้เข้าใจว่าโรงพยาบาลเรียกเก็บเท่าไรก็จ่ายได้ทั้งหมดนะครับ เพราะยังต้องดูค่าห้อง วงเงินบางหมวด และข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกอบกันด้วย
Health Happy สมัครได้ตั้งแต่อายุเท่าไร?
ถ้าเป็น Health Happy แบบปกติ สมัครได้ตั้งแต่อายุ 11–75 ปี ต่ออายุได้ถึงอายุ 98 ปี และคุ้มครองถึงอายุ 99 ปีตามเงื่อนไขครับ ส่วนเด็กเล็กอายุ 15 วัน–10 ปี จะมี AIA Health Happy Kids ให้เลือก ซึ่งผมจะอธิบายความต่างไว้ในช่วงท้ายบทความ
Health Happy รุ่นเดิมกับรุ่นใหม่ต่างกันอย่างไร? เริ่มจาก Copayment
สำหรับ AIA Health Happy รุ่นเดิม จะมีเงื่อนไข Copayment ที่พิจารณาจากประวัติการใช้สิทธิในปีต่ออายุครับ ไม่ได้กำหนดให้ร่วมจ่ายตามเกณฑ์นี้ตั้งแต่ปีกรมธรรม์แรก
โดยถ้าประวัติการใช้สิทธิเข้าเกณฑ์ที่กำหนด บริษัทจะกำหนดอัตรา Copayment ในปีกรมธรรม์ถัดไป และมีการทบทวนประวัติการใช้สิทธิในแต่ละปี ซึ่งอัตราร่วมจ่ายสามารถลดลงหรือกลับมาเป็น 0% ได้ตามเงื่อนไขครับ
ส่วนใครที่อยากรู้ว่าใช้สิทธิแบบไหนถึงเข้าเกณฑ์ และ Copayment คิดอย่างไร ผมอธิบายรายละเอียดไว้ในบทความ Copayment vs Deductible แล้วครับ
ส่วน Health Happy รุ่นใหม่จะต่างออกไปตรงที่มีการกำหนด Copayment ตามโครงสร้างแผนตั้งแต่ปีแรก เดี๋ยวผมพาไปเทียบกันครับ
Health Happy รุ่นเดิมกับรุ่นใหม่: Copayment ปีแรกต่างกันอย่างไร?
ทีนี้ลองมาดูรุ่นใหม่กันครับ Health Happy ตัวใหม่ นอกจากจะมี Copayment ปีต่ออายุแล้ว ยังมีแผนปีแรก
นั่นก็คือจะเป็นแบบ Begin และ Balanced ซึ่งกำหนด Copayment
แต่จะร่วมจ่ายเท่าไรขึ้นอยู่กับแผนที่เลือกและโรงพยาบาลที่ใช้ ต่างจากรุ่นเดิมที่ดูประวัติการใช้สิทธิเพื่อพิจารณา Copayment ในปีต่ออายุ
อย่างถ้าเราเลือกแผน Balanced แล้วเข้ารักษาใน AIA Smart Network ก็จะไม่มี Copayment
แต่ถ้าใช้นอกเครือข่ายจะร่วมจ่าย 20% ตามเงื่อนไขครับ
เพราะฉะนั้นก่อนเทียบว่าแบบไหนร่วมจ่ายมากหรือน้อย ต้องดูทั้งชื่อแผนและโรงพยาบาลที่จะใช้ด้วย
| แบบประกัน | โรงพยาบาลใน AIA Smart Network | โรงพยาบาลนอกเครือข่าย |
|---|---|---|
| Health Happy รุ่นเดิม | ไม่มี Copayment ที่กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปีแรกตามโครงสร้างแผน แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มครอง และอาจมี Copayment ในปีต่ออายุตามเกณฑ์ | ไม่มี Copayment จากโครงสร้างตั้งแต่ปีแรกเช่นกัน แต่ต้องดูวงเงินและเงื่อนไขของกรมธรรม์ |
| Health Happy รุ่นใหม่ — Balanced | ร่วมจ่าย 0% สำหรับค่าใช้จ่ายที่อยู่ในความคุ้มครอง | ร่วมจ่าย 20% ของค่าใช้จ่ายที่ได้รับความคุ้มครอง สูงสุด 60,000 บาทตามเงื่อนไข |
| Health Happy รุ่นใหม่ — Begin | ร่วมจ่าย 10% ของค่าใช้จ่ายที่ได้รับความคุ้มครอง สูงสุด 10,000 บาทตามเงื่อนไข | ร่วมจ่าย 30% ของค่าใช้จ่ายที่ได้รับความคุ้มครอง สูงสุด 90,000 บาทตามเงื่อนไข |
แต่ Copayment 0% ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนต้องออกเองนะครับ เพราะบางรายการอาจไม่อยู่ในความคุ้มครอง หรือมีส่วนที่เกินวงเงินย่อย และถ้าแบบที่เลือกมี Deductible ก็ต้องคิดค่ารักษาส่วนแรกตามเงื่อนไขก่อนคำนวณ Copayment
สมมติว่ามีค่ารักษาที่อยู่ในความคุ้มครองทั้งหมด 100,000 บาท และไม่มี Deductible นะครับ จะได้เห็นภาพว่าถ้าเลือกคนละแผน เราจะต้องร่วมจ่ายต่างกันเท่าไร
ถ้าเลือก Balanced แล้วรักษาในโรงพยาบาลเครือข่าย AIA Smart Network ก็ไม่ต้องร่วมจ่ายในส่วน Copayment
แต่ถ้าไปรักษานอกเครือข่าย จะร่วมจ่าย 20% หรือ 20,000 บาท
ส่วน Begin จะร่วมจ่าย 10% หรือ 10,000 บาทเมื่อใช้โรงพยาบาลในเครือข่าย และ 30% หรือ 30,000 บาทเมื่อใช้นอกเครือข่ายครับ
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างให้เห็นวิธีคิดนะครับ โดยสมมติว่าค่ารักษา 100,000 บาทอยู่ในความคุ้มครองทั้งหมด และยังไม่ติดเพดานร่วมจ่ายของแผนที่เลือก
ส่วนเวลาคำนวณจริง Copayment ของ Health Happy รุ่นใหม่จะคิดจากค่าใช้จ่ายที่ได้รับความคุ้มครองในหมวด 1–13 ไม่รวมผลประโยชน์อื่นตามบันทึกสลักหลังตามที่ระบุในตาราง และยังต้องดูวงเงินย่อย เพดานร่วมจ่าย รวมถึงเงื่อนไขกรมธรรม์อีกครั้ง
AIA Health Happy คุ้มครองอะไรบ้าง?
เวลามอง Health Happy เราอาจเห็นวงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทไปจนถึง 25 ล้านบาท แต่เวลาเข้าโรงพยาบาลจริง ไม่ได้ดูแค่ว่าทำแผนไหนไว้นะครับ ผมเลยอยากอธิบาย 5 เรื่องนี้ให้เห็นภาพก่อน ว่าวงเงินแต่ละส่วนใช้อย่างไร
1. วงเงินสูงสุดต่อปีกรมธรรม์ เลือกได้ถึง 25 ล้านบาท
Health Happy มีให้เลือก 4 แผน คือ 1, 5, 15 และ 25 ล้านบาทต่อรอบปีกรมธรรม์ครับ
ตัวเลขที่เห็นเป็นวงเงินรวมสูงสุดต่อปี ไม่ได้หมายความว่าค่ารักษาทุกหมวดจะเบิกได้เต็มวงเงินนี้ เพราะบางรายการอย่างค่าห้องหรือค่าแพทย์ยังมีวงเงินแยกตามแผนด้วย
2. นอนโรงพยาบาลแต่ละครั้ง ใช้วงเงินอย่างไร?
Health Happy ไม่ได้กำหนดเพดานวงเงินรวมสำหรับการนอนโรงพยาบาลแต่ละครั้งแยกออกมาครับ แต่ใช้วงเงินสูงสุดต่อรอบปีกรมธรรม์ตามแผนที่เราเลือก
เช่น ถ้าเราทำแผน 5 ล้านบาท แล้วมีค่ารักษาที่อยู่ในความคุ้มครองจากการนอนโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง 1 ล้านบาท ก็ไม่ได้มีเพดานวงเงินรวมต่อครั้งมาตัดอีกชั้นหนึ่ง แต่เงินที่ใช้ไปจะนับรวมอยู่ในวงเงินต่อปีครับ
แต่ค่ารักษาที่เบิกได้จริงก็ต้องเป็นรายการที่อยู่ในความคุ้มครอง และบางหมวดยังมีวงเงินหรือเงื่อนไขของตัวเองด้วยนะครับ ไม่ได้แปลว่าโรงพยาบาลเรียกเก็บเท่าไรก็เบิกได้หมด
3. ค่าห้องต้องดูทั้งวงเงินต่อวันและจำนวนวันที่คุ้มครอง
ส่วนค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการโรงพยาบาล จะมีวงเงินกำหนดเป็นรายวันครับ ถ้าเทียบทั้ง 4 แผน จะอยู่ที่ 1,500 บาท, 3,000 บาท, 6,000 บาทและ 9,000 บาทต่อวัน ตามแผน 1 ล้านบาท, 5 ล้านบาท, 15 ล้านบาท และ 25 ล้านบาท
ส่วนจำนวนวันที่คุ้มครองสูงสุดคือ 365 วันต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งหนึ่ง โดยนับรวมวันที่อยู่ห้อง ICU ตามเงื่อนไขด้วยครับ
อย่างแผน 5 ล้านบาท ถ้าเกิดเราไปนอนโรงพยาบาลเอกชน ค่าห้อง 5,000 บาทต่อวัน แต่แผนให้ 3,000 บาทต่อวัน ก็อาจมีส่วนต่างอีก 2,000 บาทต่อวันที่เราต้องออกเอง
ถ้าเราไม่มีสวัสดิการหรือสิทธิอื่นมาช่วย ก็อาจมีส่วนต่างตรงนี้
แต่บางโรงพยาบาลก็จะมีส่วนลดสำหรับคนที่ทำประกันสุขภาพ ก็อาจไม่มีส่วนต่างตรงนี้ ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับโปรโมชันแต่ละช่วงของโรงพยาบาล
เพราะฉะนั้นก่อนเลือกแผน ลองเช็กค่าห้องของโรงพยาบาลที่เราตั้งใจใช้จริงด้วยครับ ว่าวงเงินต่อวันที่เลือกไว้พอหรือเปล่า
4. OPD ทั่วไปมีทุกแผนหรือเปล่า?
ถ้าเป็น OPD ทั่วไป ในตารางนี้จะมีเฉพาะแผน 25 ล้านบาทครับ โดยให้ 2,000 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30 ครั้งต่อรอบปีกรมธรรม์ตามเงื่อนไข ไม่ใช่ว่าทุกแผนจะมีวงเงิน OPD ทั่วไปเหมือนกัน
5. ถ้าเจอโรคร้ายแรงที่เข้าเงื่อนไข วงเงินอาจเพิ่มเป็น 2 เท่า
ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงครั้งแรกและเข้าเงื่อนไขที่กำหนด วงเงินสูงสุดต่อรอบปีกรมธรรม์จะเพิ่มเป็น 2 เท่าในปีนั้น และต่อเนื่องอีก 3 ปีกรมธรรม์ รวม 4 ปีครับ
ตรงนี้ไม่ใช่ว่าเจอโรคร้ายแรงอะไรก็เพิ่มวงเงินได้นะครับ ต้องเป็นโรคที่เข้าเงื่อนไขตามนิยามกรมธรรม์ ซึ่งมี 6 กลุ่ม ได้แก่
- กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด (Acute Heart Attack)
- โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน (Major Stroke)
- การผ่าตัดเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (Coronary Artery By-Pass Surgery)
- โรคมะเร็งระยะลุกลาม (Invasive Cancer)
- การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะหรือปลูกถ่ายไขกระดูก (Major Organs Transplantation or Bone Marrow Transplantation)
- การผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ เอออร์ต้า (Surgery to Aorta)
ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเราทำแผน 5 ล้านบาท แล้วตรวจพบโรคร้ายแรงครั้งแรกที่เข้าเงื่อนไข วงเงินสูงสุดต่อรอบปีกรมธรรม์จะเพิ่มเป็น 10 ล้านบาทในปีนั้น และอีก 3 ปีกรมธรรม์ รวม 4 ปี
แต่การเพิ่มวงเงินนี้ไม่ได้หมายความว่าค่ารักษาทุกหมวดจะเบิกได้แบบไม่จำกัดนะครับ เพราะยังต้องดูวงเงินย่อยและเงื่อนไขของรายการที่รักษาด้วย
ดูภาพขนาดใหญ่ (เปิดในแท็บใหม่)ตารางผลประโยชน์ AIA Health Happy ทั้ง 4 แผน
ตารางด้านล่างเป็นผลประโยชน์ของ Health Happy รุ่นเดิมทั้ง 4 แผนนะครับ ผมแยกไว้ให้ดูตัวเลขแต่ละหมวดชัดๆ มีอะไรบ้าง ลองมาดูได้เลยครับ
| รายการ | 1 ล้านบาท | 5 ล้านบาท | 15 ล้านบาท | 25 ล้านบาท |
|---|---|---|---|---|
| หมวด 1 — ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการในโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน) ต่อวัน ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งหนึ่ง | 1,500 บาท/วัน | 3,000 บาท/วัน | 6,000 บาท/วัน | 9,000 บาท/วัน |
| หมวด 1 — ห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการ (รวมกับวันคุ้มครองของหมวด 1 ไม่เกิน 365 วัน) | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 2.1 — ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 2.2 — ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อบำบัดรักษา ค่าบริการโลหิตและส่วนประกอบของโลหิต และค่าบริการทางการพยาบาล | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 2.3 — ค่ายา ค่าสารอาหารทางหลอดเลือด และค่าเวชภัณฑ์ | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 2.4 — ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์สิ้นเปลือง (เวชภัณฑ์ 1) สำหรับกลับบ้าน จำกัดปริมาณไม่เกิน 7 วัน | 20,000 บาท/ครั้ง | 20,000 บาท/ครั้ง | 20,000 บาท/ครั้ง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 3 — ค่าแพทย์ตรวจรักษาระหว่างพักเป็นผู้ป่วยใน (สูงสุด 365 วันต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งหนึ่ง) | 1,000 บาท/วัน | 2,000 บาท/วัน | 4,000 บาท/วัน | 6,000 บาท/วัน |
| หมวด 4.1 — ค่าห้องผ่าตัดและค่าห้องทำหัตถการ | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 4.2 — ค่ายา ค่าสารอาหารทางหลอดเลือด ค่าเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การผ่าตัดหรือหัตถการ | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 4.3 — ค่าแพทย์ทำศัลยกรรมและหัตถการ (รวมแพทย์ผู้ช่วยผ่าตัด) | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 4.4 — ค่าวิสัญญีแพทย์ | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 4.5 — ค่ารักษาพยาบาลโดยการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 5 — การผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (Day Surgery¹) | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 6.1 — ค่าตรวจวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องโดยตรง ภายใน 30 วันก่อนและหลังเข้าพักเป็นผู้ป่วยใน | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 6.2 — ค่ารักษาผู้ป่วยนอกเพื่อติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง ภายใน 30 วันหลังออกจากการรักษาเป็นผู้ป่วยในแต่ละครั้ง (ไม่รวมค่าตรวจวินิจฉัย) | เหมาจ่ายตามจริง สูงสุด 2 ครั้ง/การเข้าพักรักษาตัวครั้งหนึ่ง | เหมาจ่ายตามจริง สูงสุด 2 ครั้ง/การเข้าพักรักษาตัวครั้งหนึ่ง | เหมาจ่ายตามจริง สูงสุด 2 ครั้ง/การเข้าพักรักษาตัวครั้งหนึ่ง | เหมาจ่ายตามจริง สูงสุด 2 ครั้ง/การเข้าพักรักษาตัวครั้งหนึ่ง |
| หมวด 7 — ค่ารักษาพยาบาลการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชั่วโมงของการเกิดอุบัติเหตุต่อครั้ง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 8 — ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในแต่ละครั้ง (ไม่เกิน 2 ครั้งต่อรอบปีกรมธรรม์) | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 9 — ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อบำบัดรักษาโรคไตวายเรื้อรังโดยการล้างไตผ่านทางเส้นเลือด ต่อรอบปีกรมธรรม์ | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 10 — ค่าบำบัดรักษาโรคมะเร็งโดยรังสีรักษา รังสีร่วมรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษา ต่อรอบปีกรมธรรม์ | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 11 — ค่าบำบัดรักษาโรคมะเร็งโดยเคมีบำบัด ต่อรอบปีกรมธรรม์ | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 12 — ค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| หมวด 13 — ค่ารักษาพยาบาลโดยการผ่าตัดเล็ก (Minor Surgery²) | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง | เหมาจ่ายตามจริง |
| ผลประโยชน์เพิ่มเติม — ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD ทั่วไป) | ไม่คุ้มครอง | ไม่คุ้มครอง | ไม่คุ้มครอง | 2,000 บาท/ครั้ง สูงสุด 30 ครั้งต่อรอบปีกรมธรรม์ |
| ผลประโยชน์เพิ่มเติม — วงเงินสูงสุดต่อปีเมื่อเข้าเงื่อนไขโรคร้ายแรง (เพิ่มเป็น 2 เท่าตามเงื่อนไข³) | 2,000,000 บาท | 10,000,000 บาท | 30,000,000 บาท | 50,000,000 บาท |
| ผลประโยชน์เพิ่มเติม — เงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต | 10,000 บาท | 10,000 บาท | 10,000 บาท | 10,000 บาท |
| ผลประโยชน์สูงสุดต่อรอบปีกรมธรรม์ | 1,000,000 บาท | 5,000,000 บาท | 15,000,000 บาท | 25,000,000 บาท |
สรุปตารางความคุ้มครอง 13 หมวด
พอดูตารางแล้วอาจมีบางหมวดที่สงสัยว่าใช้ยังไง ผมเลยขอหยิบจุดสำคัญมาอธิบายต่อครับ โดยเฉพาะรายการที่เขียนว่า “เหมาจ่ายตามจริง” ซึ่งยังต้องดูวงเงินต่อปีและเงื่อนไขของแต่ละหมวดด้วย
เริ่มจากค่ารักษาเมื่อเป็นผู้ป่วยใน (IPD)
เวลานอนโรงพยาบาล ค่ารักษาไม่ได้มีแค่ค่าห้องนะครับ ยังมีค่าตรวจ ค่ายา ค่าแพทย์ และบางกรณีก็มีค่าผ่าตัดด้วย ผมเลยแยกให้ดูง่าย ๆ ว่าแต่ละหมวดหมายถึงค่าอะไรบ้าง
- หมวด 1 ค่าห้องและค่าใช้จ่ายตอนนอนโรงพยาบาล เช่น ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการของโรงพยาบาล รวมถึงกรณีที่ต้องอยู่ห้อง ICU ด้วยครับ แต่ละแผนมีวงเงินค่าห้องต่อวันและจำนวนวันที่คุ้มครองแตกต่างกัน
- หมวด 2 ค่าตรวจ ค่ายา และอุปกรณ์ที่ใช้รักษา เช่น ค่าตรวจเลือด ค่าเอกซเรย์ ค่ายา ค่าน้ำเกลือ หรือเวชภัณฑ์ที่ใช้ระหว่างรักษา รวมถึงค่ายาบางส่วนที่แพทย์ให้กลับไปใช้ต่อที่บ้านตามเงื่อนไขครับ
- หมวด 3 ค่าแพทย์ที่มาตรวจระหว่างนอนโรงพยาบาล หรือที่เรียกว่า “ค่าแพทย์เยี่ยมไข้” ครับ เช่น ค่าหมอที่เข้ามาตรวจอาการเราทุกวันระหว่าง Admit ซึ่งมีวงเงินต่อวันต่างกันตามแผน
- หมวด 4 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการผ่าตัด เช่น ค่าห้องผ่าตัด ค่าหมอผ่าตัด ค่ายาและอุปกรณ์ที่ใช้ผ่าตัด รวมถึงค่าวิสัญญีแพทย์ หรือค่าหมอดมยาที่ดูแลการให้ยาชาหรือยาสลบระหว่างผ่าตัดครับ
- หมวด 5 ค่าผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องนอนค้างคืน หรือ Day Surgery ครับ พูดง่ายๆ คือการผ่าตัดหรือหัตถการบางอย่างที่ทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยต้องเข้าเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนด
- หมวด 6 ค่าตรวจและค่าติดตามรักษาที่เกี่ยวข้องกับการนอนโรงพยาบาล เช่น ค่าตรวจที่แพทย์สั่งก่อน Admit หรือค่ากลับไปพบหมอเพื่อติดตามอาการหลังออกจากโรงพยาบาลครับ โดยต้องดูด้วยว่าอยู่ในช่วงเวลาและจำนวนครั้งที่กำหนดหรือไม่
ส่วนภาพด้านล่างเป็นตารางจากโบรชัวร์ Health Happy รุ่นเดิม หน้าแสดงหมวด 1–6 ครับ ผมใส่ไว้ให้เทียบกับรายละเอียดที่อธิบายไป โดยเฉพาะรายการที่มีวงเงินหรือจำนวนครั้งกำกับ แม้บางหมวดจะระบุว่าเหมาจ่ายตามจริง
ดูภาพขนาดใหญ่ (เปิดในแท็บใหม่)แล้วถ้าไม่ได้ค้างคืนในโรงพยาบาล ยังมีอะไรที่คุ้มครอง?
- หมวด 7 เป็นค่ารักษาอุบัติเหตุฉุกเฉินแบบผู้ป่วยนอก โดยต้องเข้ารับการรักษาภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอุบัติเหตุตามเงื่อนไข
- หมวด 8 เป็นค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีเงื่อนไขและจำนวนครั้งที่ใช้ได้กำกับไว้
- หมวด 9 เป็นค่ารักษาโรคไตวายเรื้อรังด้วยการล้างไตผ่านทางเส้นเลือดตามเงื่อนไขครับ
- หมวด 10 และ 11 เกี่ยวกับการรักษามะเร็ง ทั้งรังสีรักษาและเคมีบำบัด โดยต้องเป็นการรักษาที่เข้าเงื่อนไขกรมธรรม์
- หมวด 12 คือค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉินตามเงื่อนไขของแผน
- และหมวด 13 คือการผ่าตัดเล็ก หรือ Minor Surgery ซึ่งต้องดูนิยามการผ่าตัดที่กรมธรรม์กำหนดด้วยครับ
OPD ทั่วไปมีทุกแผนหรือเปล่า?
ถ้าเป็น OPD ทั่วไป มีเฉพาะแผน 25 ล้านบาทในตารางนี้ครับ คุ้มครอง 2,000 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30 ครั้งต่อรอบปีกรมธรรม์ตามเงื่อนไข
ดูภาพขนาดใหญ่ (เปิดในแท็บใหม่)Waiting Period ต้องรอกี่วันก่อนเริ่มใช้ความคุ้มครอง?
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือระยะเวลารอคอย หรือ Waiting Period ครับ เพราะบางโรคไม่ได้เริ่มคุ้มครองทันทีที่สัญญามีผล โดยหลัก ๆ จะมีช่วงรอคอย 30 วันและ 120 วันตามเงื่อนไข
การเจ็บป่วยทั่วไปมีระยะเวลารอคอย 30 วัน
โรคหรือภาวะบางอย่างมีระยะเวลารอคอย 120 วัน เช่น ไส้เลื่อน ต้อเนื้อหรือต้อกระจก การตัดทอนซิลหรืออดีนอยด์ และเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
ส่วนอุบัติเหตุไม่ต้องรอ 30 หรือ 120 วันแบบการเจ็บป่วยข้างต้นครับ
แต่ก็ยังต้องดูว่าค่ารักษานั้นอยู่ในความคุ้มครองหรือไม่ เช่น กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินที่กำหนดให้เข้ารับการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง
ดังนั้นต้องดูวันอนุมัติของประกันสุขภาพด้วยนะครับ ไม่ใช่ดูแค่วันที่ยื่นทำประกันด้วย
ดูภาพขนาดใหญ่ (เปิดในแท็บใหม่)ข้อยกเว้นบางส่วนของ Health Happy ที่ควรรู้ก่อนใช้สิทธิ
นอกจากระยะเวลารอคอยแล้ว ข้อยกเว้นก็สำคัญครับ เพราะวงเงินสูงไม่ได้แปลว่าจะครอบคลุมทุกการรักษา เช่น ความผิดปกติบางอย่างที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด การรักษาเพื่อความสวยงาม หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์บางรายการ ซึ่งต้องดูข้อความข้อยกเว้นของกรมธรรม์ด้วย
ดูภาพขนาดใหญ่ (เปิดในแท็บใหม่)AIA Health Happy Kids ต่างจากแบบปกติอย่างไร?
สำหรับ Health Happy Kids จะต่างจากแบบปกติตรงที่มี Deductible หรือค่ารักษาส่วนแรกให้เลือก 2 ระดับครับ หมายความว่าครอบครัวจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาส่วนนี้เองก่อน ตามเงื่อนไขของแบบที่เลือก
แบบแรก รับผิดชอบส่วนแรก 10,000 บาทต่อรอบปีกรมธรรม์
แบบที่สอง รับผิดชอบส่วนแรก 30,000 บาทต่อรอบปีกรมธรรม์
ถ้าลูกมีประกันกลุ่มหรือสวัสดิการช่วยค่ารักษาอยู่แล้ว ลองเอาสิทธิเหล่านั้นมาเทียบกับ Deductible ที่เลือกด้วยครับ จะได้เห็นว่ามีส่วนไหนที่ครอบครัวต้องเตรียมเงินไว้จ่ายเอง
และในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการ Admit ในหมวด 2.1-2.3 ของ AIA Health Happy Kids จะมีวงเงินรวมต่อการเข้าพักรักษาตัวแต่ละครั้ง อยู่ที่ 20,000 - 40,000 บาท ตามแผนที่เราเลือก
อีกจุดที่พ่อแม่ควรรู้คือ เมื่อเด็กอายุครบ 11 ปี Health Happy Kids จะปรับเป็น Health Happy แบบไม่มี Deductible ตั้งแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่กำหนด ตามเงื่อนไขของแบบที่ใช้อ้างอิงครับ โดยไม่ต้องแถลงสุขภาพใหม่หรือเริ่มนับระยะเวลารอคอยใหม่
Health Happy มี 4 แผน แล้วแผนไหนเหมาะกับเราจริงๆ?
พอมาถึงเรื่องเลือกแผน ผมไม่อยากให้ตัดสินใจจากแค่ว่าจ่ายไหวก็เลือกวงเงินสูงสุดไว้ก่อนครับ เพราะต้องเอาสิทธิรักษาที่มีอยู่ โรงพยาบาลที่ใช้ประจำ และเบี้ยที่ต้องจ่ายต่อไปอีกหลายปีมาดูพร้อมกันด้วย
ดังนั้น ถ้าใครไม่แน่ใจว่า แล้วเราจะต้องเลือกแผนไหน ผมมี Guideline มาให้แบบนี้ครับ
1.แผน 1 ล้านบาท
แผน 1 ล้านบาทมีวงเงินค่าห้องและบางหมวดน้อยกว่าแผนที่สูงขึ้นครับ ถ้าเรามีสวัสดิการหรือประกันกลุ่มช่วยอยู่แล้ว แผนนี้อาจเป็นตัวเลือกที่นำมาเทียบได้ แต่ต้องลองดูว่าเวลาเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ใช้จริง จะยังมีส่วนต่างที่ต้องจ่ายเองเท่าไร
เช่น ถ้าที่ทำงานช่วยจ่ายค่าห้องอยู่แล้ว ก็ลองรวมสิทธิส่วนนั้นกับค่าห้องของ Health Happy ดูครับ ว่ายังเหลือส่วนต่างที่เราต้องออกเองหรือไม่
2.แผน 5 ล้านบาท
แผน 5 ล้านบาทให้ค่าห้อง 3,000 บาทต่อวัน และค่าแพทย์เยี่ยมไข้สูงสุด 2,000 บาทต่อวันครับ ผมอยากให้ลองเทียบตัวเลขนี้กับโรงพยาบาลที่ตั้งใจใช้ด้วย เพราะค่าห้องจริงอาจสูงกว่าวงเงินที่มี
ถ้ามีสวัสดิการช่วยจ่ายส่วนต่างก็อาจรับมือได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าต้องออกเองทั้งหมด ลองดูเงินสำรองที่มีด้วยครับว่าเพียงพอหรือเปล่า
3.แผน 15 ล้านบาท
แผน 15 ล้านบาทมีค่าห้อง 6,000 บาทต่อวัน และค่าแพทย์เยี่ยมไข้สูงสุด 4,000 บาทต่อวันครับ ถ้าโรงพยาบาลที่อยากใช้มีค่าห้องสูงกว่าแผน 5 ล้านบาท แผนนี้ก็น่าลองนำมาเทียบ แต่ต้องไม่ลืมดูเบี้ยที่จะจ่ายต่อเนื่องในระยะยาวด้วย
4.แผน 25 ล้านบาท
ถ้าเป็นแผน 25 ล้านบาท ค่าห้องอยู่ที่ 9,000 บาทต่อวัน ค่าแพทย์เยี่ยมไข้สูงสุด 6,000 บาทต่อวัน และมี OPD ทั่วไป 2,000 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30 ครั้งต่อรอบปีกรมธรรม์ตามเงื่อนไขครับ แต่ก่อนขยับไปแผนนี้ ลองดูด้วยว่าเราใช้โรงพยาบาลระดับไหน และสิทธิที่เพิ่มขึ้นตรงกับสิ่งที่เราต้องการจริงหรือเปล่า
อีกจุดที่หลายคนอาจไม่รู้คือ แผน Health Happy 15 และ 25 ล้านบาทมีสิทธิรับบริการ PMCM ซึ่งเป็นบริการช่วยให้คำปรึกษาและติดตามการรักษาโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Teladoc Health
สำหรับใครที่ต้องการเช็กสิทธิและวิธีใช้บริการ ลองดูที่นี่
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ลองเตรียมข้อมูลไว้ 3 อย่างครับ ก็คือ
1.สิทธิรักษาที่มีอยู่
2.โรงพยาบาลที่เราสามารถเดินทางได้สะดวก
3.เบี้ยที่จ่ายไหว สบายกระเป๋า
และถ้าใครไม่อยากเจอ Copayment ตั้งแต่ปีแรก ไม่ต้องปวดหัวกับการวางแผนโรงพยาบาลในเครือข่าย AIA Smart Network ผมแนะนำให้ทำ AIA Health Happy ก่อนวันที่ 30 พ.ย. นี้ โดยสามารถทัก Inbox มาเช็กเบี้ย เช็กแผนผ่าน Line OA : @ccpun ได้เลยครับ



