เวลาคำนวณภาษี รายได้ทั้งปีไม่ใช่ตัวเลขที่เอาไปคูณกับอัตราภาษีทันที เพราะก่อนจะรู้ว่าต้องเสียภาษีเท่าไร ต้องดูให้ครบตั้งแต่ประเภทของรายได้ ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ค่าลดหย่อน ไปจนถึงเงินได้สุทธิ ซึ่งเป็นฐานสำหรับคำนวณภาษีจริง
บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา ตั้งแต่รายได้แต่ละประเภท ไปจนถึงรายได้ที่จะต้องนำไปยื่นภาษี มีอะไรบ้าง มาดูกัน
วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 ไล่จากรายได้ถึงยอดที่ต้องจ่ายอย่างไร?
ถ้ามองเป็นภาพเดียว การคำนวณภาษีมี 5 ขั้นหลัก คือ 1) รวมรายได้และแยกว่าอยู่ในเงินได้พึงประเมิน 8 ประเภทไหน
2) หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
3) หักค่าลดหย่อน
4) นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันได และ
5) หักภาษีที่ชำระไว้แล้ว เพื่อดูว่ายังต้องจ่ายเพิ่มหรือมีภาษีชำระเกิน (ถ้ามีเงินได้ตามมาตรา 40(2)–40(8) รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณวิธี 0.5% เพิ่มอีกวิธีหนึ่งด้วย)
1. เริ่มจากดูว่า รายได้ของเราอยู่ในเงินได้พึงประเมิน 8 ประเภทไหน
กฎหมายแบ่งเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ออกเป็น 8 ประเภท การแยกประเภทนี้สำคัญ เพราะแต่ละประเภทใช้เกณฑ์หักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน และคนหนึ่งคนอาจมีเงินได้มากกว่าหนึ่งประเภทในปีเดียวกัน
เงินได้พึงประเมินทั้ง 8 ประเภทมีดังนี้
- 40(1) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส บำเหน็จ และบำนาญ
- 40(2) เงินได้จากหน้าที่หรืองานที่รับทำให้ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า และเบี้ยประชุม
- 40(3) เงินได้จากกู๊ดวิลล์ ลิขสิทธิ์ และสิทธิอื่นตามมาตรา 40(3)
- 40(4) เงินได้จากเงินทุน เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล และส่วนแบ่งกำไร
- 40(5) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน และกรณีผิดสัญญาเช่าซื้อหรือซื้อขายเงินผ่อนตามที่กฎหมายกำหนด
- 40(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ ได้แก่ กฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม
- 40(7) เงินได้จากการรับเหมา ที่ผู้รับเหมาจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ
- 40(8) เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง และเงินได้อื่นที่ไม่อยู่ใน 40(1)–40(7)
ดูภาพขนาดใหญ่ (เปิดในแท็บใหม่)ต้องแยกประเภทรายได้ให้ถูกก่อน เพราะเงินได้แต่ละประเภทใช้เกณฑ์หักค่าใช้จ่ายต่างกัน
2.หักค่าใช้จ่ายตามประเภทรายได้
โดยค่าใช้จ่ายในที่นี้ไม่ใช่ค่าลดหย่อน แต่เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่กฎหมายให้หักจากเงินได้แต่ละประเภทก่อน โดยเกณฑ์ของ กรมสรรพากร แยกต่างกันตามลักษณะรายได้
| เงินได้พึงประเมิน | หลักการหักค่าใช้จ่าย |
|---|---|
| 40(1) เงินเดือน / ค่าจ้าง / โบนัส และ 40(2) งานที่รับทำให้ | 50% แต่เงินได้ประเภท 40(1) และ 40(2) รวมกันหักสูงสุด 100,000 บาท |
| 40(3) กู๊ดวิลล์ / ลิขสิทธิ์ / สิทธิตามมาตรา 40(3) | 50% สูงสุด 100,000 บาท หรือตามจริงตามหลักเกณฑ์ |
| 40(4) ดอกเบี้ย / เงินปันผล / ส่วนแบ่งกำไร | หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ |
| 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน | ตามจริง หรืออัตราเหมา 10–30% ตามประเภททรัพย์สิน |
| 40(6) วิชาชีพอิสระ | ตามจริง หรืออัตราเหมา 60% สำหรับการประกอบโรคศิลปะ และ 30% สำหรับวิชาชีพที่กฎหมายกำหนดอื่น |
| 40(7) รับเหมา | ตามจริง หรืออัตราเหมา 60% |
| 40(8) ธุรกิจ / การค้า / กิจการอื่น | ตามจริง หรืออัตราเหมาตามประเภทกิจการที่กฎหมายกำหนด |
สมมติถ้าเรามีเงินเดือนรวมทั้งปี 600,000 บาท ค่าใช้จ่ายตามอัตรา 50% จะเท่ากับ 300,000 บาท
แต่อย่าลืมว่ากฎหมายกำหนดเพดานไว้ จึงหักได้จริงสูงสุด 100,000 บาท เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 500,000 บาท ก่อนเข้าสู่ขั้นค่าลดหย่อน
ตารางนี้สรุปหลักการเพื่อให้เห็นภาพรวม โดยเฉพาะเงินได้ 40(5)–40(8) อัตราเหมาหรือการหักตามจริงขึ้นอยู่กับประเภททรัพย์สิน กิจการ และเงื่อนไขของแต่ละกรณี จึงควรตรวจเกณฑ์ที่ตรงกับรายได้ของตัวเองก่อนคำนวณจริง
3. หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงค่อยหักค่าลดหย่อน
ค่าลดหย่อนเป็นคนละขั้นกับค่าใช้จ่าย โดยมีหลายกลุ่ม เช่น สิทธิส่วนตัว ครอบครัว ประกัน เงินออมเพื่อเกษียณ บ้าน เงินบริจาค และมาตรการที่เข้าเงื่อนไข
รายละเอียดค่าลดหย่อนปี 2569 มีหลายรายการและบางวงเงินต้องนับรวมกัน ผมแยกอธิบายไว้ในบทความ ลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง? ลดได้เท่าไร และต้องเช็กอะไรบ้าง แล้ว
เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิครบแล้ว จึงเหลือเป็น “เงินได้สุทธิ” ซึ่งเป็นฐานสำหรับคำนวณภาษีตามขั้นต่อไป
4. นำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิแต่ละช่วงจึงเสียภาษีในอัตราที่ต่างกัน ไม่ได้เอาเงินได้สุทธิทั้งก้อนไปคูณด้วยอัตราสูงสุดตามฐานภาษี
| เงินได้สุทธิ | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0–150,000 บาท | ยกเว้นภาษี |
| 150,001–300,000 บาท | 5% |
| 300,001–500,000 บาท | 10% |
| 500,001–750,000 บาท | 15% |
| 750,001–1,000,000 บาท | 20% |
| 1,000,001–2,000,000 บาท | 25% |
| 2,000,001–5,000,000 บาท | 30% |
| มากกว่า 5,000,000 บาท | 35% |
คำว่า “อยู่ฐาน 20%” จึงไม่ได้แปลว่าเงินได้สุทธิทั้งหมดเสียภาษี 20% แต่หมายถึงเงินได้สุทธิส่วนบนสุดเข้าไปอยู่ในช่วงอัตรา 20%
ถ้ามีรายได้ 40(2)–40(8) ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณวิธี 0.5% เพิ่ม
วิธี 0.5% ไม่ได้มาแทนการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได แต่เป็นการคำนวณอีกวิธีหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบกัน โดยคนที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2)–40(8) รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณทั้งสองวิธี
วิธีคำนวณทำแบบนี้:
1) รวมเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2)–40(8) ที่ได้รับทั้งปี โดยไม่รวมเงินได้ตามมาตรา 40(1)
2) ใช้ยอดรวมก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
3) นำยอดนั้นคูณ 0.5% เพื่อหาภาษีตามวิธีที่ 2 แล้วนำผลไปเปรียบเทียบกับภาษีจากเงินได้สุทธิตามวิธีปกติ
จากนั้นนำภาษีที่ได้จากวิธี 0.5% ไปเทียบกับภาษีจากวิธีเงินได้สุทธิ
ถ้าภาษีวิธี 0.5% ไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษีจากวิธีนี้และใช้ยอดจากวิธีเงินได้สุทธิตามปกติ
แต่ถ้าภาษีวิธี 0.5% เกิน 5,000 บาท ให้เปรียบเทียบภาษีจากทั้งสองวิธีและใช้จำนวนที่สูงกว่าเป็นภาษีที่ต้องเสียก่อนนำภาษีที่ชำระไว้แล้วมาหัก
เช่น หากมีเงินได้ตามมาตรา 40(2)–40(8) รวม 1,500,000 บาท ภาษีวิธี 0.5% เท่ากับ 7,500 บาท ถ้าคำนวณจากเงินได้สุทธิแล้วได้ภาษี 30,000 บาท ให้ใช้ 30,000 บาท แต่ถ้าวิธีเงินได้สุทธิคำนวณได้ 6,000 บาท ให้ใช้ 7,500 บาท เพราะเป็นจำนวนที่สูงกว่า
เกณฑ์ 120,000 บาทเป็นเพียงจุดที่ต้องเริ่มคำนวณวิธี 0.5% ไม่ได้แปลว่าจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มทันที
แต่ถ้ามีเฉพาะเงินเดือน ค่าจ้าง หรือโบนัสตามมาตรา 40(1) ไม่ต้องนำรายได้ส่วนนี้มาคำนวณด้วยวิธี 0.5%
5. หักภาษีที่จ่ายไว้แล้ว เพื่อดูว่ายังต้องจ่ายเพิ่มหรือมีภาษีชำระเกิน
ระหว่างปี นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินอาจหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ หรือเราอาจชำระภาษีบางส่วนไว้แล้ว ภาษีที่ชำระไว้ล่วงหน้าเหล่านี้นำมาหักออกจากภาษีทั้งปีได้ตามหลักเกณฑ์หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือชำระภาษีบางส่วนไว้แล้ว เงินเหล่านี้ถือเป็นภาษีที่ชำระไว้ล่วงหน้าและนำมาหักกับภาษีทั้งปีได้ตามหลักเกณฑ์
ถ้าภาษีทั้งปีสูงกว่าภาษีที่ชำระไว้แล้ว เราต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม แต่ถ้าชำระไว้มากกว่ายอดที่คำนวณได้ ส่วนเกินนั้นเป็นภาษีชำระเกิน ซึ่งสามารถขอคืนได้ตามหลักเกณฑ์
เมื่อเห็นหลักการครบทั้ง 5 ขั้นแล้ว ลองนำทุกขั้นมารวมไว้ในตัวอย่างเดียว จะเห็นว่าตัวเลขต่อกันอย่างไร ตั้งแต่เงินเดือนทั้งปี ไปจนถึงภาษีที่คำนวณได้ และค่อยนำภาษีที่จ่ายไว้แล้วระหว่างปีมาหักในขั้นสุดท้าย
ตัวอย่างคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา
สมมติว่ามีเฉพาะเงินเดือนรวมทั้งปี 600,000 บาท ไม่มีรายได้อื่นๆ เลย ก็สามารถหักทั้งค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนได้ดังนี้
ดูภาพขนาดใหญ่ (เปิดในแท็บใหม่)| ขั้นตอน | จำนวน |
|---|---|
| เงินได้ทั้งปี | 600,000 บาท |
| หักค่าใช้จ่าย | 100,000 บาท |
| เหลือหลังหักค่าใช้จ่าย | 500,000 บาท |
| หักค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท |
| เงินได้สุทธิ | 440,000 บาท |
| ภาษี 0–150,000 บาท | 0 บาท |
| ภาษี 150,001–300,000 บาท ที่ 5% | 7,500 บาท |
| ภาษี 300,001–440,000 บาท ที่ 10% | 14,000 บาท |
| ภาษีที่คำนวณได้รวม | 21,500 บาท |
จากตัวอย่างนี้ ภาษีที่คำนวณได้ทั้งปีคือ 21,500 บาท ตรงนี้ยังไม่ใช่ยอดที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพราะต้องนำภาษีที่ชำระไว้แล้วระหว่างปีมาหักอีกครั้ง
หากนายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 18,000 บาท จะเหลือยอดที่ต้องจ่ายเพิ่ม 3,500 บาท แต่ถ้าชำระไว้มากกว่าภาษีที่คำนวณได้ ส่วนเกินจะเป็นภาษีชำระเกินตามหลักเกณฑ์
ดังนั้น จุดที่ควรแยกให้ออกคือ “ภาษีที่คำนวณได้” กับ “ยอดที่ต้องจ่ายเพิ่ม” ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน ยอดที่ต้องจ่ายเพิ่มจะรู้ได้หลังหักภาษีที่ชำระไว้แล้วระหว่างปี
ก่อนเริ่มคำนวณภาษี ควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?
- รวบรวมรายได้ทุกแหล่งตลอดปี ไม่ใช่เฉพาะเงินเดือน
- แยกรายได้แต่ละแหล่งว่าอยู่ในกลุ่มรายได้ประเภทไหน
- รวบรวมหลักฐานค่าลดหย่อนที่ใช้สิทธิได้จริง และเช็กวงเงินที่ต้องนับรวมกัน
- ตรวจหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายและภาษีที่ชำระไว้แล้วระหว่างปี
- หากมีรายได้ตามมาตรา 40(2)–40(8) รวมตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ให้คำนวณวิธี 0.5% เพิ่มและนำผลไปเทียบกับภาษีจากเงินได้สุทธิ
- ก่อนยื่นจริง ตรวจแบบ ภ.ง.ด.90/91 และข้อมูลในระบบกรมสรรพากรอีกครั้ง
สรุปทั้งหมด
การคำนวณภาษีเริ่มจากแยกรายได้ให้ถูกประเภท แล้วหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิ เหลือเท่าไรจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันได จากนั้นค่อยหักภาษีที่ชำระไว้แล้วเพื่อดูยอดที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือภาษีชำระเกิน
และถ้ามีรายได้ประเภทที่ 2 - 8 ก็จะต้องคำนวณวิธี 0.5% และเปรียบเทียบกับวิธีขั้นบันไดด้วย
สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่า ที่ยื่นไป ถูกหรือไม่ หรือต้องการหาเครื่องมือลดหย่อน ก็สามารถทัก Line OA มาได้เลยที่ @ccpun ได้เลยครับ




